You Da One
เพลงเปิดอัลบั้มที่ส่วนตัวอยากให้เป็นเพลงปิดมากกว่า ห่านมาในแบบเนิบนาบมีกลิ่นของเร็กเก้ เออร์เบิ้น และ ดับสเตป ผสานกันอยู่อย่างกลมกล่อม เนื้อเพลงบางท่อนชวนให้นึกไปถึง My Love Is Your Love ของป้าวิทนีย์ อารมณ์เพลงโดยรวมก็ไปทางนั้น เห็นว่าเลือกเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลสอง ก็คงจะทำสถิติอันดับหนึ่งในอเมริกาเป็นเพลงที่ 12 เท่ากับอิเจ๊น่ะสิ แอร๊ยยยย หมั่นไส้ แต่เพลงมันติดหูดีจริงๆ
Where Have You Been
แทร็คนี้ได้ Calvin Harris มาร่วมแต่งให้ แต่ไม่ได้โปรดิวซ์ ถึงกระนั้นความตื๊ดก็พุ่งถึงขีดสุด แบบแค่อินโทรมานิดเดียวก็เหยียบคันเร่งทันที เป็นเพลงที่ถ้าดัดจริตพูดเป็นภาษาอังกฤษก็คือ Instant hit ไม่มีใครที่จะฟังเพลงนี้แล้วไม่รู้สึกคึก ไม่รู้สึกอยากเหวี่ยงร่างกายตามบีท ชอบที่เอาดนตรีอคูสติก อิเลคทรอนิค และจังหวะแบบแทรนซ์มาบวกกันแบบล้ำเลิศดีแท้ อยากจะพุ่งพล่านบนฟลอร์เต้นรำแบบให้ลืมโลกกับบีทแบบนี้ทุกค่ำคืนเลยล่ะ
We Found Love
เพลงนี้รีวิวไปแล้ว บอกได้แค่ว่าคลับใดไม่เปิดไม่ได้แล้ว
Talk That Talk (feat. Jay-Z)
มาเพลงนี้นังห่านร้องคู่กับเจ้าของค่าย เป็นแทร็คที่ถ้าตัดเป็นซิงเกิ้ลก็คงจะหนึ่งอีกแน่แท้ จังหวะเป็นฮิปฮอปสมัยใหม่ถูกใจ เอา sample เพลง I Got a Story to Tell ของ The Notorious B.I.G. มาใช้ เนื้อหาก็หยาบโลนเสียวใต้สะดือแบบที่บียองเซ่ได้ฟังแล้วคงอยากส่งคนไปสอดแนมเบาๆ จะว่าไปกายเคมีของห่านกับ Jay-Z เวลาร้องเพลงดูแซ่บกว่าคู่ผัวตัวเมียจริงอีกแน่ะ
Cockiness (Love It)
หูอันหาเรื่องของฉันบอกว่าเพลงนี้ห่านอยากจะเป็น Missy Elliott ขึ้นมาล่ะ แต่ฟังแล้วมันอิหลักอิเหลื่อชอบกล ดนตรีแบบ dancehall มันก็ไม่ใช่อะไรที่ฟังง่ายอยู่แล้ว พอใส่อะไรเข้ามาเยอะแยะในภาคดนตรีและเสียงร้องมันก็เลยกลายเป็นความน่ารำคาญ มีบางจุดที่ฟังเพลงนี้อยากแผดเสียงใส่ลำโพงว่า แอร๊ยยยยย ดังๆ
Birthday Cake
ตามติดความน่ารำคาญด้วยความน่ารำคาญ เพลงเค้กวันเกิดที่ฟังแล้วเหมือนเป็นโคลนนิ่งของ Video Phone มันไม่น่าอภิรมย์เลย ดีที่เป็นแค่ interlude
We All Want Love
ห่านดึงอารมณ์กลับมาด้วยเพลงป๊อปที่เจือความเป็นเวิลด์ มิวสิคในส่วนคอรัส และในส่วนของทำนองก็มีโฟล์คผสม เป็นจุดเปลี่ยนของอัลบั้มที่ทำให้สบายหูขึ้นเยอะ เสียงกลองที่หนักแน่นขัดกับกีตาร์หวานแต่ก็ไปกันได้ ฟังแล้วเหมือนพวกเพลงประกอบหนังป่าดงพงไพร เอาหน้ายิ้มรับแสงตะวันแล้วก็มีความสุขมากกับเพลงนี้
Drunk on Love
ให้พักกันเพลงเดียว มาหลอนๆ ล่องลอยกันต่อกับเพลงป๊อปแทรนซ์ที่ฟังแล้วเพลินพลิ้วมากที่สุดเพลงนึงในชุด เอา sample เพลง intro ของวง The xx วงอินดี้ของอังกฤษมาใช้ได้เก๋กระจาย เนื้อเพลงของแทร็คนี้ยังถือว่ามีเนื้อหาสาระลึกที่สุดในอัลบั้ม “take me away I wear my heart on my sleeves, always let love take the lead” เมารักแต่มีสติ
Roc Me out
ในที่สุดเราก็ได้เจอน้องสาวของ Rude Boy ที่กร้านโลกกว่า แรงแก่นกว่า เชื่อว่าถ้านังห่านบ้าๆ ตัดเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลก็ต้องฮิต แต่ความที่มันเหมือนเพลงของตัวเองมากขนาดนี้ก็ควรจะให้เป็นเพลงที่นอนอยู่ในอัลบั้มก็น่าจะพอ
Watch n’ Learn
เป็นเพลงประเภท love-it-or-hate-it ฟังบางรอบก็สนุกดี ฟังอีกทีก็ “โอ๊ยอะไรของหล่อนยะ” สังเกตให้ดีดีท่อนคอรัสไม่รู้ว่าห่านจงใจร้องให้คนฟังนึกถึง Left Eye รึเปล่า เพราะว่าเสียงและวิธีการร้องเหมือนมาก ชอบท่อน bridge ของเพลง ดูหวานๆ ดี
Farewell
ให้ Alex da Kid โปรดิวเซอร์ที่ถนัดฮิปฮอปบัลลาดมาทำให้ (Airplanes, Love the Way You Lie) ไม่ปฏิเสธว่าเพลงเพราะติดหูทันที แต่มันดูไม่มีสเน่ห์และฟังไม่เป็นตัวห่านเลย คือเอาเพลงนี้ไปให้นักร้องหญิงคนไหนร้องก็คงออกมาคล้ายๆ กัน
Talk That Talk ก็เหมือนอัลบั้มก่อนๆ ของห่านอย่าง Rated R, Loud คือมีเพลงหลากหลายแนวเป็นจับฉ่ายหม้อใหญ่ ทั้งบัลลาด ทั้งเออร์เบิ้น ทั้งป๊อปแดนซ์ เรียกว่าเอาใจทุกกลุ่มไว้ให้อยู่ในกำมือ พูดถึงในเวลาที่ทำอะไรก็ดูสวยงามไปทุกอย่างแบบนี้อัลบั้มนี้ก็คงจะประสบความสำเร็จได้รับผลตอบรับในแง่บวก แต่ก็คงจะไม่ใช่อัลบั้มที่กลายเป็นงานขึ้นหิ้งของนางเป็นแน่ บางทีก็อยากเห็นห่านทำอัลบั้มแบบตื๊ดสุดๆ หมุนติ้วกันทั้งชุดให้มันรู้ไปเลยว่าถ้าจะมาเป็นคอนเส็พท์ชั้นก็รอด ไม่ให้ดาวแล้วกัน ให้เป็นคะแนนแบบสอบผ่านสวยๆ 7 เต็ม 10
*
[ภาพ Pop Dust]
เรื่องที่เกี่ยวข้อง