MUSIC

ALBUM REVIEW: Norah Jones – The Fall

December 18, 2009

LINE it!

Norah Jones - The Fall

โดย กัมปนาท ศิลาวรร

ในวัยที่ฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปหลายครั้งในชีวิต ในวัยที่ต้องประสบกับสถานการณ์รัก 7 ปีต้องเลิกกับลี อเล็กซานเดอร์-อดีตคนรักและอดีตมือเบสแห่งวง The Handsome Band (วงแบ็คอัพทั้งสามอัลบั้มก่อนหน้าของนอร่าห์) ในวัยที่อายุล่วงเลยเข้าเลขสาม-วัยที่โฆษณาเครื่องสำอางล้างสมองสำหรับสาวๆ มักจะบอกว่าเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงของผู้หญิง

หลายคนอาจจะต้องร้องว่า Surprise, Surprise ตามเนื้อเพลง Sunrise เพลงดังของเธอ เมื่อเห็นนอร่าห์ในวัย 30 ปีลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองจากสาวขี้อายกลายเป็นร็อคสตาร์สาวที่ติดขนตาปลอมดำขลับยาวเป็นแผง ทาปากแดงแจ๊ด หั่นผมสั้น ใส่เกาะอก มินิสเกิร์ทสั้นจุ๊ด และทิ้งเพียโนมาจับกีต้าร์ไฟฟ้า – อะไรทำให้เธอเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงที่ติดตามนอร่าห์ทุกย่างก้าว คุณจะพบว่าดนตรีของนอราห์ไม่เปลี่ยนแปลงเลยด้วยซ้ำ ภาพลักษณ์ภายนอกต่างหากที่เปลี่ยน ถ้าอัลบั้มปกราตรีสีน้ำเงินอย่าง Come Away With Me คืออัลบั้มเพลงพ็อพเจือแจ๊ซ อัลบั้มปกสีฟางเหลืองแห้งกรอบ Feel Like Home คืออัลบั้มเพลงพ็อพผสมกับคันทรีย์ อัลบั้มปกแดงแสนหม่นหมอง Not To Late คือการทดลองเอาเพลงพ็อพแบบนอห์ร่าปะทะโครมกับเสียงสังเคราะห์ เครื่องเป่า เพียโน เนื้อร้องเศร้าซึมและฟาดกีตาร์ไฟฟ้าใส่ให้เลือดอาบ อัลบั้มปกสีเขียวสด The Fall ก็คงจะเป็นการจับเอาพ็อพแบบนอร้าห์…นอร่าห์มาผสมกับร็อคให้หวือหวาสดใหม่?ก็เท่านั้นเอง เมื่อคิดแบบนี้ ดังนั้นก็จะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับ The Fall เพราะมันเป็นแค่การนำตัวเองไปทำปฏิกิริยากับสารเคมีตัวอื่นเพื่อให้เกิดสีสันใหม่ๆ เหมือนที่เคยทำไว้ใน 3 อัลบั้มก่อนหน้า ซึ่งหากคุณยังยึดติดกับดนตรีหวานๆ จากอัลบั้มแรก เราคงต้องขอบอกว่าคุณคงผิดหวังกับ The Fall และควรหยุดอ่านบทความนี้ตั้งแต่ตอนนี้

ย้อนกลับไปเมื่อกระแสอัลบั้ม Not To Late? ซาลงพร้อมคราบน้ำตาเมื่อต้องเลิกรากับลี-แฟนหนุ่ม นอร่าห์ก็เริ่มค้นหาตัวเองไม่หยุดยั้งด้วยการไปจับมือเพื่อนอีกสองสามคนออกอัลบั้มแนวพั้งค์อินดี้ในนามวง El Madmo วงที่ร้องแผดเสียงคำว่า FUCK อย่างไม่ยั้งน้องๆ ยัย Karen O แห่งวง Yeah Yeah Yeahs! รวมถึงไปเป็นแขกรับเชิญในงานชาวบ้านชาวช่อง ตั้งแต่ไปโปรยเสียงหวานๆ ในเพลง Dreamgirl ของวงฮิพฮ็อพ The Lonely Islands ร้องและเต้นระบำไปกับเพลงแร็พ Life is Better ของ Q-Tip จะให้ไปแสดงหนังแบบเกร็งๆ ปะทะราเชล ไวท์ และ นาตาลี พอร์ทแมนใน My Blueberry Night ที่กำกับโดยเสด็จพ่อของชาวอินดี้อย่างหว่อง กา ไวก็พอไหว อีกทั้งยังมีเวลาว่าง(มาก)ไปร้องเพลงเร็กเก้ชื่อ Turn Them ประกอบหนังอินดี้เล็กๆ เรื่อง Wah Do Dem กับ Sean Bones และล่าสุดคือผลงาน Baby, It?s Cold Outside ที่ปะทะรุ่นใหญ่อย่างปู่วิลลี่ เนลสันจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตามประสาลูกรักแกรมมี่ย์

และจากการสั่งสมประสบการณ์แบบแวะริมทางประหนึ่งสวมบทเป็นอลิซาเบ็ธใน My Blueberry Night ที่ตัวละครตัวนี้เดินทางแบบค่ำไหนพักนั่นไปเรื่อยเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต? นอร่าห์คงค้นพบตัวเองแล้วว่า? ในเรื่องดนตรี?การนำเสียงหวานๆ? และดนตรีพ็อพในแบบฉบับของเธอไปผสมกับแนวเพลงอื่นๆ นี่ละคือตัวตนของเธอ จะรวมกับแจ๊ซ คันทรีย์ ฮิพฮ็อพหรือพั้งค์ก็ไม่มีปัญหา ดังนั้นอย่าให้เธอมัวแต่นั่งเก้าอี้เล่นเพียโนจนรากงอกอยู่เลย(อันนี้บอกกับคนที่ยังไม่ยอมหยุดอ่านตั้งแต่ย่อหน้าที่แล้ว)

และด้วยความสนใจฟังเพลงหลากหลายแนวตั้งแต่แจ๊ซแบบเรย์ ชาร์ลส์ยันร็อคอินดี้อย่าง Arcade Fire (เธอเคยคัฟเวอร์เพลง Ocean of Noise ของ Arcade Fire ด้วย?ทำเป็นเล่นไป!) มันทำให้สาวปากแดงคนนี้ได้มีโอกาสเจอแจ็คไควร์ คิง – โพรดิวเซอร์ฝีมือดีที่ทำเพลงให้วงร็อค Kings of Leon จนได้ดิบได้ดีได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 4 รางวัลแกรมมี่ย์ในปีนี้ การพูดคุยที่ถูกคอทำให้คิงตอบรับเป็นโพรดิวเซอร์อัลบั้มชุดใหม่ของนอร่าห์ได้อย่างไม่ยาก? เสริมทัพด้วยนักร้องนักแต่งเพลงขวัญใจอเมริกันชนนามไรอัน อดัมส์ อีกทั้งไม่ลืมที่จะเรียกใช้บริการเจสซี่ แฮร์ริสผู้แต่งเพลง Don?t Know Why ให้เธอร้องจนโด่งดังจากอัลบั้มแรกมาร่วมทีม ผลที่ได้คือ 13 เพลงใหม่เอี่ยมที่นอร่าห์แต่งเนื้อร้องเองเป็นส่วนใหญ่ ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้ม The Fall ที่เธอภาคภูมิใจนำเสนอเสียเหลือเกิน

Chasing Pirates ซิงเกิ้ลแรกเป็นพ็อพล้วนๆ ไม่เจือจางจะเสียก็ตรงทำนองไปคล้ายกับเพลง Miss You ของวงรุ่นคุณปู่อย่าง The Rolling Stones ชนิดร้องตามได้ทั้งเพลง! แต่หนูนอบอกว่าแต่งเองนะคะ อย่ามาจับผิดค่ะ!, Even Though เพลงพ็อพร็อคอ่อนๆ ที่แค่เริ่มอินโทรขึ้นมาก็แทบจะกรี๊ดเพราะเสียงกีต้าร์ไฟฟ้ามันช่างบาดขั้วหัวใจ อีกทั้งเสียงร้องมหาเสน่ห์สมที่เคยได้รับรางวัลแกรมมี่ย์สาขานักร้องหญิงยอดเยี่ยม เดี๋ยวเย้ายวน เดี๋ยวเซ็กซี่กระเสาะกระเส่าคล้ายเมายานั่นก็เพราะเนื้อร้องที่มีนัยยะถึงการใช้ยาเสพติด!!!, Light as a Feather เพลงนี้ได้ไรอัน อดัมส์มาร่วมแต่ง ดนตรีเรื่อยๆ มาเรียงๆ ฟังแล้วตัวเบาหวิวชวนให้หลับ, Young Blood เพลงนี้มันเท่ตรงเสียงประสานช่วงท้ายเพลงนี่ล่ะ

I Wouldn?t Need You, Waiting และ? You?ve Ruined Me สามเพลงสำหรับคนอกเดาะหัวใจสลาย? คาดว่านอราห์แต่งเพลงทั้งสามนี้จากประสบการณ์ตรงระหว่างเธอกับลี? อเล็กซานเดอร์?- โถ?ชีวิตบัดซบ!!!, It’s Gonna Be ร็อคชวนโยกที่สุดในอัลบั้มแล้ว ลงตัวไปหมดทั้งจังหวะร็อคแอนด์โรลที่เข้มข้นด้วยเสียงกลองเร้าใจ คีย์บอร์ดไฟฟ้า เสียงประสานที่ร้องตามได้ตั้งแต่ฟังครั้งแรก, Back To Manhattan เสียงกดแป้นคีย์เพียโนที่คุ้นเคยทำให้เอาเพลงนี้ไปยัดใส่ในอัลบั้มแรกได้อย่างเนียนๆ? แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงจะไปไม่ถึงเกาะ Manhattan เพราะแทร็คต่อมาคือ Stuck เพลงจิ๊กกี๋อกหักจมปลักอยู่กับความรักที่ไม่สมหวัง ส่วนเพลง Man of the Hour เพลงปิดท้ายอัลบั้ม เป็นเพลงเนื้อหาโคตรน่ารักที่ใครเลยจะไปคิดว่าวันหนึ่งหญิงสาวที่เคยพร่ำร้องเพลงถึงแสงดาว แสงเดือน แสงตะวัน (Lonestar จากอัลบั้ม Come Away with Me และ Moon Song กับ Sunrise จากอัลบั้ม Feel Like Home) ในวันนี้จะมาร้องเพลงเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่กับหมาตัวผู้!

Surprise, Surprise จริงๆ!!

*

©2009-2016 POPpaganda.net | Powered by WordPress | Developed by felizt