MOVIES

Hugo ปริศนามนุษย์กลของอูโก้

February 7, 2012

LINE it!

hugo_poster

มาร์ติน สกอร์เซซี ร่วมกับ จอห์นนี่ เด็ปป์ สร้างหนังสุดยอดงานสร้างสรร เข้าชิง 11 รางวัลออสการ์ยอดเยี่ยม

hugo_01hugo_02hugo_03hugo_04

ตั้งแต่เริ่มสร้างสรรค์ผลงานอันสุดแสนพิเศษมา ผู้กำกับรางวัลออสการ์ มาร์ติน สกอร์เซซี่ ได้นำทั้งวิสัยทัศน์อันโดดเด่น พรสวรรค์อันน่าตื่นเต้นของเขาใส่ชีวิตให้กับภาพยนตร์ที่ยากจะลืมเลือนหลายเรื่องด้วยกัน และในปีนี้ นักเล่าเรื่องผู้เป็นตำนานผู้นี้ขอเชื้อเชิญคุณร่วมเดินทางอันแสนตื่นเต้นไปพร้อมกับเขาสู่โลกมหัศจรรย์ด้วยภาพยนตร์ 3D เรื่องแรกของเขา ซึ่งสร้างจากหนังสือเบสท์เซลเลอร์ติดอันดับของ New York Times ผลงานการประพันธ์ของ ไบรอัน เซลซ์นิค เรื่อง The Invention of Hugo Cabret

“Hugo” คือเรื่องราวผจญภัยอันน่าตื่นตะลึงของเด็กชายผู้มุ่งมั่นและเต็มไปด้วยความฉลาด ผู้พยายามไขปริศนาที่พ่อของเขาได้ทิ้งเอาไว้ให้ และความพยายามครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงตัวฮิวโก้และทุกคนที่อยู่รอบตัวเขาไป และยังเผยให้เห็นถึงสถานที่ที่ทั้งปลอดภัยและเป็นที่รักที่เขาสามารถเรียกว่าบ้านได้ สกอร์เซซี่ได้ทำการรวบรวมนักแสดงรุ่นใหม่มาแรง ผสมไปกับทีมดาราผู้มีประสบการณ์ทั้งจากแวดวงละครเวทีและภาพยนตร์ อาทิเช่น

เบน คิงสลี่ย์ (“Prince of Persia: The Sands of Time,” “Shutter Island”),

ซาช่า บารอน โคเฮน (“Madagascar: Escape 2 Africa,” “Borat”),

อาซา บัทเทอร์ฟิลด์ (“The Boy in the Striped Pajamas,” “The Wolfman”),

โคลอี้ เกรซ มอเร็ทซ์ (“Diary of a Wimpy Kid,” “Let Me In”),

เรย์ วินสโตน (“Rango,” “Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull”),

เอมิลี่ มอร์ติเมอร์ (“Shutter Island,” “Lars and the Real Girl”),

เฮเลน แม็คโครรี่ (“Harry Potter and the Deathly Hallows: Parts 1 & 2,” “Harry Potter and the Half-Blood Prince”),

คริสโตเฟอร์ ลี (ภาพยนตร์ไตรภาคชุด “The Lord of the Rings”, “Star Wars” Episodes II and III),

ริชาร์ด กริฟฟิธส์ (“Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides,” ภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง “Harry Potter” 5 ตอน),

ฟรานซิส เดอ ลา ทัวร์ (“Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 1,” “Alice in Wonderland”),

ไมเคิล สตัห์ลบาร์ก (ภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง “Boardwalk Empire,” “A Serious Man”)

และ จู้ด ลอว์ (“Contagion,” “Sherlock Holmes”)

ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือเหล่าบรรดาทีมงานหลังกล้องที่ประกอบไปด้วยศิลปินด้านงานสร้างภาพยนตร์ หลายคนเคยร่วมงานกับสกอร์เซซี่มาแล้ว อาทิเช่น

ผู้กำกับภาพสองรางวัลออสการ์ โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน, เอเอสซี (“Inglourious Basterds,” “The Aviator”),

เจ้าของสองรางวัลออสการ์ โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ดังเต้ เฟอร์เร็ทติ (“Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street,” “The Aviator”),

ผู้ลำดับภาพเจ้าของสามรางวัลออสการ์ เธลม่า สคูนเมกเกอร์, เอซีอี (“Shutter Island,” “The Departed”),

ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เจ้าของสามรางวัลออสการ์ แซนดี้ พาวเวลล์ (“The Aviator,” “The Young Victoria”),

วิชวล เอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์เจ้าของรางวัลออสการ์ ร็อบ เลกาโต้ (“Shutter Island,” “Titanic”)

และผู้แต่งดนตรีประกอบเจ้าของสามรางวัลออสการ์ ฮาวเวิร์ด ชอร์ (ภาพยนตร์ไตรภาค “The Lord of the Rings”, “The Departed”)

ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจให้นักเขียน หนังสือให้แรงบันดาลใจผู้กำกับ

การเติบโตมาในพื้นที่ส่วนหนึ่งของนิวยอร์กซิตี้ที่รู้จักกันในชื่อ “ลิตเติ้ล อิตาลี” ในทศวรรษ 1940 และ 1950 มาร์ติน สกอร์เซซี่น้อยพบความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับการชมภาพยนตร์ ไม่เพียงแต่จะได้รับประสบการณ์ในการดูหนังเท่านั้น แต่เขายังได้ความใกล้ชิดสนิทสนมกับพ่อของเขา ที่นั่งอยู่ข้างๆ ในโรงภาพยนตร์ที่มืดสนิท เป็นการเพาะบ่มความรักซึ่งว่าที่ผู้กำกับผู้นี้มีต่อศิลปะภาพยนตร์ ดังนั้นเมื่อนิยายคว้ารางวัลของ ไบรอัน เซลซ์นิค เรื่อง The Invention of Hugo Cabret ถูกส่งมาวางอยู่บนโต๊ะเขาผ่านทางผู้อำนวยการสร้าง แกรห์ม คิง (ซึ่งก่อนนี้เคยร่วมงานกับสกอร์ซี่มาแล้วในภาพยนตร์ถึงสามเรื่อง) ผู้กำกับรางวัลออสการ์ผู้นี้พบว่าเรื่องราวนี้เหมือนก้องสะท้อนชีวิตเขาอย่างลึกซึ้ง

สำหรับสกอร์เซซี่แล้ว “มันคือความอ่อนไหวของเด็กคนหนึ่งที่กระแทกโดนใจเขามาก อูโก้ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพังภายในกำแพงของนาฬิกาเรือนยักษ์ ภายในสถานีรถไฟ เขาพยายามจะสร้างความเชื่อมโยงกับพ่อของเขา ซึ่งได้จากเขาไปแล้ว”

สกอร์เซซี่เล่าว่า “ผมได้รับหนังสือเล่มนี้เมื่อสี่ปีที่แล้ว และมันเป็นหนึ่งในประสบการณ์ประเภทที่ผมนั่งลงและอ่านมันจนจบเลยรวดเดียว มีความผูกพันในทันทีกับเรื่องของเด็กชายคนนี้ ความโดดเดี่ยวของเขา ความผูกพันที่เขามีต่อภาพยนตร์ และกับระบบเครื่องยนต์กลไกที่สุดสร้างสรรค์ ระบบกลไกต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ อาทิเช่น กล้อง, เครื่องฉายโปรเจ๊กเตอร์ และหุ่นออโตเมตัน ทำให้มันเป็นไปได้ที่อูโก้จะสร้างความผูกพันกับพ่อของเขาขึ้นมาอีกครั้ง และวัตถุที่มีกลไกเหล่านี้ก็ทำให้เป็นไปได้ที่ผู้กำกับภาพยนตร์ จอร์จส์ เมลิเย่ส์ จะกลับไปเชื่อมโยงกับอดีตของเขาอีกครั้ง และกับตัวเองเขาเอง”

ในทางกลับกัน สกอร์เซซี่ได้ร่วมแบ่งปันด้วยการมอบหนังสือเล่มนี้ให้กับลูกสาวคนเล็กของเขาได้อ่าน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของเขาที่ว่าเรื่องนี้มีคุณสมบัติที่มีความมหัศจรรย์มาก

“ในการอ่านหนังสือให้ลูกสาวผมฟัง เราได้ร่วมสร้างประสบการณ์กับเรื่องราวนี้อีกรอบ ดังนั้นมันเหมือนกับการค้นพบผลงานศิลปะอีกครั้ง แต่เป็นการมองผ่านสายตาของเด็ก”

เจ้าของบทประพันธ์ ไบรอัน เซลซ์นิค เล่าถึงจุดกำเนิดของหนังสือของเขาเล่มนี้ว่า “มีอยู่จุดหนึ่งที่ผมจำได้ว่าได้ดูเรื่อง ‘A Trip to the Moon’ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ปี 1902 ผลงานของ จอร์จส์ เมลิเย่ส์ และจรวดได้บินพุ่งเข้าสู่ตาของชายคนหนึ่งในดวงจันทร์ ภาพนั้นติดแน่นในจินตนาการของผม ผมอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่งที่ได้พบเมลิเย่ส์ แต่ผมไม่รู้ว่าพลอตเรื่องจะเป็นยังไง หลายปีผ่านไป ผมเขียนและวาดภาพประกอบหนังสือเรื่องอื่นๆ อีก 20 เล่ม จากนั้น ในปี 2003 ผมบังเอิญหยิบหนังสือเรื่อง Edison’s Eve ของเกบี้ วู้ด มันเป็นประวัติศาสตร์ของหุ่นออโตเมตัน และที่สร้างความประหลาดใจให้ผมมาก บทหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นพูดถึงเรื่องของเมลิเย่ส์”

ดูเหมือนว่าหุ่นยนต์ออโตเมตันของเมลิเย่ส์ (เป็นหุ่นเมคานิคที่ใช้พลังงานจากกลไกไขลานและสปริง ซึ่งจะทำงานด้วยตัวมันเอง) ถูกบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งเมื่อตัวเมลิเย่ส์จากไป หุ่นเหล่านี้ถูกนำไปเก็บเอาไว้ในห้องใต้หลังคา ซึ่งลงเอยด้วยการถูกลืม และค่อยๆ ผุพังไปเพราะน้ำฝน และในที่สุดก็ถูกโยนทิ้งไป เซลซ์นิคเล่าต่อไปว่า

“ผมจินตนาการว่ามีเด็กชายคนหนึ่งป่ายปีนผ่านกองขยะไป และพบหุ่นยนต์ที่พังไปแล้วตัวหนึ่ง ในตอนแรกผมไม่รู้ว่าเด็กชายคนนั้นเป็นใคร และผมไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของเขา ผมคิดว่าชื่อ อูโก้ ฟังดูเป็นฝรั่งเศสดี และคำภาษาฝรั่งเศสอีกคำหนึ่งที่ผมนึกออกก็คือ คาบาเร่ต์ และผมก็คิดว่า คาเบร่ต์ น่าจะฟังดูเป็นนามสกุลฝรั่งเศส แค่นั้นแหละ อูโก้ คาเบเร่ต์ก็ถือกำเนิดขึ้น”

เพื่อจำลองประสบการณ์ในผลงานของเซลซ์นิค สกอร์เซซี่หันไปใช้รูปแบบภาพยนตร์ที่แตกต่างไปจากเดิม เขาเล่าว่า

“ในฐานะคนดูหนัง เราไม่ได้มีข้อได้เปรียบแบบตัวหนังสือ ซึ่งคุณจะเข้าใจถึงความคิดและความรู้สึกในใจของอูโก้ แต่กับภาพยนตร์เรื่องนี้ เรามีใบหน้าและมีการกระทำของเขาให้เห็น และเรายังมีระบบ 3D เนื้อเรื่องจำต้องถูกเปลี่ยนแปลงไประดับหนึ่ง ดังนั้นหลายองค์ประกอบจะถูกลดความสำคัญลงจากตัวหนังสือ แต่ผมคิดว่าภาพต่างๆ โดยเฉพาะในรูปแบบของ 3D สามารถชดเชยสิ่งที่หนังสือมีได้”

นี่คือการผจญภัย’: การตามหาตัวละคร

การค้นหาตัวเด็กชายที่จะมาแสดงเป็น อูโก้ ถือเป็นบทที่หายากที่สุด เขาคือหัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาอยู่ในแทบทุกฉาก และเขาจะต้องอายุประมาณ 12-13 ปี เอลเลน ลูวิส แคสติ้ง ไดเร็คเตอร์ ได้เลือกนักแสดงเด็กชายเอาไว้หลายคน ซึ่ง อาซา บัทเทอร์ฟิลด์ ได้มาออดิชั่นบทนี้ตั้งแต่แรก สกอร์เซซี่จำได้ว่า

“เขาอ่านบทไปสองฉาก และผมรู้สึกเชื่อทันที ก่อนจะตัดสินใจรอบสุดท้าย ผมได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘The Boy in the Striped Pajamas’ ซึ่ง วีร่า (ฟาร์ไมก้า) แสดงภาพยนตร์เรื่องนั้นกับเขา และผมก็เคยร่วมงานกับเธอในภาพยนตร์เรื่อง ‘The Departed’ เธอเล่าเรื่องเขาให้ผมฟัง และพูดว่าเขาเก่งมากๆ”

บัทเทอร์ฟิลด์เองก็ไม่รู้เช่นกันว่า มาร์ติน สกอร์เซซี่ เป็นใคร แต่เขาได้ยินแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น อาซาเล่าว่า

“ผมรู้ว่าเขาเป็นใครนะครับ แต่ผมไม่เคยดูหนังของเขาเลย เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหนังสำหรับคนอายุ 18 ขึ้นไปทั้งนั้น แม่บอกผมว่าเขาเก่งที่สุด ตอนผมได้งานนี้ ทุกคนต่างพูดว่า ‘โห น่าทึ่งมาก เขาเป็นผู้กำกับที่เก่งที่สุดแล้ว !’ ผมค่อยๆ เริ่มรู้ตัวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน เขาคือผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมที่สุด มาร์ตี้ไม่เคยพูดว่า ‘ต้องทำ’ แต่เขาสนับสนุนให้คุณทดลอง และพูดว่า ‘ลองดูซิ’ เขาเป็นพวกนิยมความสมบูรณ์แบบ มักมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณสามารถเล่นได้ มันสุดยอดจริงๆ”

บัทเทอร์ฟิลด์พบว่าความลึกลับของตัวละครตัวนี้ถือสิ่งที่ดึงดูดใจอย่างมาก เขาตั้งข้อสังเกตว่า “คุณไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเขามากนัก เรื่องน่าเศร้ามากมายเกิดขึ้นกับเขา พ่อของเขาตาย แม่ของเขาก็ตาย และเขาลงเอยด้วยการต้องไปอยู่กับลุงของเขาที่สถานีรถไฟ ต้องทำงานที่ผู้ใหญ่ทำ จากนั้นลุงของเขาจากไป และไม่กลับมาอีกเลย ตอนที่เรื่องนี้เริ่มขึ้น ทุกอย่างที่ว่ามานี้เกิดขึ้นกับเขาแล้ว และเขาก็ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังกับหุ่นตัวนี้ เป็นหุ่นออโตเมตัน เขาจึงมีแค่ตัวเองเท่านั้นตอนที่เขาพบกับอิซาเบลล์ จากนั้นเขาก็เริ่มเปิดตัวเองมากขึ้น”

สำหรับบทสำคัญอย่าง จอร์จส์ เมลิเย่ส์ ‘ปาป้าจอร์จส์’ ผู้กำกับสกอร์เซซี่ไม่ต้องไปมองหาอื่นไกล สกอร์เซซี่กล่าวว่า

“ผมอยากร่วมงานกับ เบน คิงสลี่ย์ มาตลอดหลายปีนี้ ในที่สุด ผมก็มีภาพยนตร์สองเรื่อง คือ ‘Shutter Island’ ซึ่งเรามีประสบการณ์การร่วมงานกันที่ดีมาก และตอนนี้ก็มีภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาเป็นนักแสดงที่มีความพิเศษมาก เป็นหนึ่งในสุดยอดนักแสดงจริงๆ ซึ่งผมคงไม่จำเป็นต้องพูดเลย แค่ดูผลงานของเขาก็พอ ฝีมือของเขา ความหลากหลายของเขา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไหน เมื่อเรามองดูภาพของ จอร์จส์ เมลิเย่ส์ ผมไม่เคยมีความสงสัยเลยว่าภาพลักษณ์นั้นช่างลงตัวเหมาะเจาะกับเบนจริงๆ”

ภาพลักษณ์น่ะใช่ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าสำหรับคิงสลี่ย์ ก็คือ ร่างกายของชายผู้นี้ที่เสื่อมถอยลง สกอร์เซซี่รู้สึกทึ่งกับเทคนิคการแสดงของคิงสลี่ย์มาก “เบนแสดงออกด้วยท่าทีการเคลื่อนไหว ด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ เป็นความพ่ายแพ้ของร่างกาย หลังจากที่ชายคนนี้ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา เขาสร้างภาพยนตร์ 500 เรื่อง อาทิตย์ละ 3 เรื่อง ในช่วงเย็นทำโชว์มายากล และต้องถ่ายทำภาพยนตร์ในตอนกลางวัน เขาสร้างศิลปะรูปแบบใหม่ และจู่ๆ เขาก็หมดเงิน ต้องเผาทุกอย่างทิ้ง และลงเอยด้วยการมานั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ในร้านขายของเล่นในพื้นที่เงียบๆ ของสถานีรถไฟ Gare Montparnasse”

ในสถานีรถไฟแห่งนี้ ผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตที่เป็นอิสระของอูโก้ ก็คือ นายสถานีรถไฟ ซึ่งถือเป็นบทที่มีการปรับเปลี่ยนไปจากตัวนิยาย สกอร์เซซี่เล่าว่า

“เราถาม ไบรอัน เซลซ์นิค ว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงบทนี้ได้ไหม เพราะผมไม่อยากให้ตัวละครตัวนี้เป็นตัวแทนของความกลัว หรือเป็นผู้ร้าย ที่สร้างความหวาดกลัวและจับตัวเด็กชายคนนี้ ผมอยากให้เขาดูน่าคบหามากขึ้น ผมคิดว่าจากการได้ทำงานกับ ซาช่า บารอน โคเฮน เราน่าจะทำได้”

บารอน โคเฮนพูดถึงมุมมองที่เขามีต่อตัวละครของเขาว่า “เป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ในสถานีรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน มันเป็นอันตรายที่เด็กๆ จะมาวิ่งเล่น ดังนั้น ในยุค ’20 และ ’30 กับการมีเงื่อนไขของการทำงาน ถ้าคุณมีเด็กจรจัดมาวิ่งเล่นอยู่โดยไม่มีคนดูแล มันจะเป็นอันตรายทั้งสำหรับผู้โดยสารและตัวเด็กเอง ดังนั้น คุณจึงต้องมีผม นายสถานี เขาเป็นคนดีที่เกลียดชังเด็กๆ แต่ก็มีด้านที่แตกต่างอยู่ในตัวเขา เขามีด้านที่อ่อนโยนเช่นกัน ตัวเขาเองอาจจะเป็นเด็กกำพร้าด้วยซ้ำ เขาเคยผ่านสงครามมาแล้วด้วย เขามีข้อจำกัดทางร่างกาย โดยมีเหล็กติดอยู่ที่ขาของเขา ซึ่งเราอาจบอกว่าเป็นผลของบาดแผลจากสงคราม แต่มันเป็นการลงโทษตัวเองโดยอุบัติเหตุก็ได้”

บารอน โคเฮนได้เริ่มต้นการค้นคว้าการแสดงตลกท่าทางด้วยตัวเขาเอง

“ในอังกฤษ ผมคิดว่า แฮโรลด์ ลอยด์ ได้ออกรายการทีวีหลังเลิกเรียนทุกวัน ดังนั้นเราจึงโตมากับการนั่งดูเขามาตลอด สมัยนั้นผมไม่เคยรู้สึกว่าเขาตลกเลยนะ แต่ใน ‘Hugo’ มีการอ้างอิงถึงภาพยนตร์เหล่านั้นอยู่ด้วย โดยเฉพาะเรื่อง ‘Safety Last’ ที่เขาปีนตึก และกระโดดลงมา และไปติดอยู่กับนาฬิกาที่เดินถอยหลัง เราเอาตรงนั้นมาเล่นด้วย มาร์ตินอยากให้ผมดูนักแสดงตลกยุคแรกๆ เหล่านั้น ซึ่งน่าสนใจมาก พวกเขาเล่นได้ดีจริงๆ อย่างคีตันและแชปลิน ใช่ ผมค้นพบชายที่ชื่อ ชาร์ลส์ แชปลิน ผมเชื่อเช่นนั้น ผลงานของเขาน่าสนใจมาก คุ้มค่ากับการได้ดูแท้ๆ”

สกอร์เซซี่ลงเอยด้วยการคิดหาอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับผู้ร้ายของเรื่องนี้ บารอน โคเฮนอธิบายว่า

“เมื่อตอนที่มาร์ตี้กับผมได้พบกัน เราคุยกันถึงวิธีการต่างๆ ที่ทำให้ผู้ร้ายดูไม่เหมือนผู้ร้าย มาร์ตี้มีไอเดียที่ดึงเรื่องความรักเข้ามา และมันก็น่ารักดีที่ได้ เอมิลี่ มอร์ติเมอร์ ซึ่งเป็นนักแสดงและเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก มาแสดงเป็นผู้หญิงที่ผมสนใจ ดังนั้นจึงมีเรื่องความรัก นายสถานีคนนี้เป็นผู้ชายร้ายกาจ เขาเป็นคนน่ากลัว แต่ลึกๆ ลงไปแล้ว เขาเป็นคนนิสัยดีนะ เพียงแต่ความดีของเขามันอยู่ลึกกกกมากแค่นั้นเอง”

นายสถานีไม่ใช่ภัยคุกคามหนึ่งเดียวสำหรับอูโก้ เขาถูกนำตัวมาใช้ชีวิตอยู่ในสถานีรถไฟโดยลุงคล็อดของเขา ซึ่งเป็นผู้ชายโง่ๆ ที่มอบหมายหน้าที่ในการดูแลรักษากลไกนาฬิกาให้กับเด็กชายตัวน้อยคนนี้ ผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้างสกอร์เซซี่เล่าว่า

“ผมเคยร่วมงานกับ เรย์ วินสโตน ใน ‘The Departed’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เรย์มีบุคลิกร้ายกาจ เขาไม่จำเป็นต้องพูดหรือทำอะไรมากมาย แต่คุณจะรู้สึกได้เลยถึงความร้ายที่ซ่อนอยู่ในตัวละครของเขา ผมคิดว่าเขาคงจะนำความรู้สึกที่เป็นภัยคุกคามมาใส่ตัวละครลุงคล็อดของอูโก้ได้”

นี่อาจเป็นมากกว่าการแสดง วินสโตนรู้สึกสนุกไปกับประสบการณ์ร่วมที่ได้จากการทำงานกับสกอร์เซซี่ในภาพยนตร์ 3D เรย์เล่าว่า

“สำหรับผม ความสนุกในระหว่างการถ่ายทำคือการได้นั่งดูการทำงานของสกอร์เซซี่ เพราะเหมือนกับเขาตกหลุมรักการสร้างภาพยนตร์อีกครั้ง การได้เห็นเขาทำหนัง 3D ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน เหมือนการได้เห็นเด็กกับของเล่นชิ้นใหม่ และความรู้สึกที่สัมผัสได้ และได้ส่งผ่านไปยังทีมนักแสดงและทีมงานด้วย”

สำหรับบทสำคัญอย่างพ่อของอูโก้ สกอร์เซซี่ต้องการนักแสดงที่มีทั้งความอบอุ่นและความดีที่เด็กชายคนนี้จะได้สัมผัสในฉากสั้นๆ เพียงไม่กี่ฉาก

“ผมเคยร่วมงานกับ จู้ด ลอว์ มาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนเขามารับบท เออร์รอล ฟลินน์ ใน ‘The Aviator’ ผมยังเคยได้เห็นเขาแสดงเป็นแฮมเล็ตในละครเวที เขาเล่นได้เยี่ยมมาก ดูโดดเด่น เขามีอำนาจ และมีเสน่ห์สำหรับบทนี้ ผมชอบที่ได้ทำงานกับเขาในโปรเจ็กต์ที่เขามีบทมากขึ้น” สกอร์เซซี่บอก

ลอว์บอกว่า “ผมรู้จักหนังสือเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะผมเคยอ่านมันให้ลูกๆ ของผมฟัง ผมเลยกลับไปและอ่านมันใหม่อีกรอบ และผมได้พูดคุยกับลูกๆ เกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ และถามพวกเขาถึงความรู้สึกที่พวกเขามีต่อตัวละครพ่อ ผมได้ไปพูดคุยกับช่างทำนาฬิกา และผมได้ดูหุ่นออโตเมตัน ผมจึงมีความรู้ที่จะประกอบสิ่งต่างๆ และถ้าพวกเขาพูดถึงเครื่องมือ ผมรู้เลยว่าพวกมันคืออะไร แต่สำหรับผม มันเป็นเรื่องของการสร้างเรื่องราวในบทที่อบอุ่นหัวใจในชีวิตของอูโก้ โดยรู้ว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ในเรื่องนี้ เราจะเจออูโก้ที่อยู่ในโลกที่แสนเย็นชา ผมอยากทำให้แน่ใจว่าคุณจะรู้สึกว่าเขาเคยถูกรักมาก่อน ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผมจะต้องนำประสบการณ์ของการเป็นพ่อใส่เข้าไปด้วย”

สำหรับบทมองซิเออร์เลบิสส์ ผู้เปิดร้านหนังสืออยู่ในสถานีรถไฟ ทำให้สกอร์เซซี่มีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับนักแสดงที่เป็นตำนานตัวจริง เขาเล่าว่า

“ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับ คริสโตเฟอร์ ลี ซึ่งเป็นนักแสดงคนโปรดของผมมา 50-60 ปีแล้ว”

ลี ในวัย  89 ปีเล่าถึงการเดินทางในฝรั่งเศสในปี 1931 ว่า “ผมยังจำได้ดีถึงร้านค้าต่างๆ คาเฟ่ และร้านอาหาร ดังนั้นสำหรับผม มันเหมือนการก้าวกลับสู่อดีตของตัวเอง ตัวละครของผมเป็นเหมือนเทพผู้พิทักษ์ และผมก็ช่วยเปิดโลกให้กับเด็กๆ เหล่านี้ผ่านทางงานวรรณกรรมต่างๆ”

ลีตื่นเต้นมากที่ในที่สุดแล้วเขาก็สามารถมีชื่อของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ อยู่ในลิสต์ผลงานของเขา

“ผมไม่ได้จะประจบมาร์ตินหรอกนะ แต่ผมเคยพูดกับเขาว่า ‘ผมอาจจะมีผลงานมากกว่าใครๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ในวงการทุกวันนี้ มีคนบอกผมแบบนั้น แต่ผมรู้สึกเสมอว่าประวัติการทำงานของผมยังไม่สมบูรณ์จนกว่าผมจะได้แสดงหนังของคุณ เพราะผมเคยทำงานกับ จอห์น ฮุสตัน, ออร์สัน เวลล์ส, ราอูล วอลช์, สตีเว่น สปีลเบิร์ก, ทิม เบอร์ตัน, ปีเตอร์ แจ็คสัน และผู้กำกับคนอื่นๆ อีกมากมาย แต่ผมยังไม่เคยร่วมงานกับคุณมาก่อน’ แล้วเรื่องนี้ก็ผ่านเข้ามา และเห็นได้ชัดว่ามีบทที่เหมาะกับผม ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึงจนได้!”

ที่เข้ามาเติมตัวละครที่มีความพิเศษมากอีกตัวหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของพลอตเรื่องนี้ มีการสร้างหุ่นออโตเมตัน 15 ตัวเพื่อใช้ในการถ่ายทำ โดยแต่ละตัวจะมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันหรือถูกใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันภายในบทภาพยนตรเรื่องนี้

อาซา บัทเทอร์ฟิลด์ได้พูดถึงเพื่อนร่วมจอที่เป็นหุ่นไม่ค่อยพูดของเขาว่า “มันประหลาดมากเลยนะ เหมือนเขาเป็นนักแสดงอีกคน ตอนผมได้ยินว่าผมจะได้ทำงานกับหุ่นยนต์ในบางส่วนของภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมคิดว่ามันคงจะเหมือนตินแมนจากเรื่อง ‘The Wizard of Oz’ แต่มันกลับดูเหมือนคนมากเลย”

การสร้างสมดุลระหว่างความเป็นจริงและตำนาน: ปารีสในปี 1931 ของสกอร์เซซี่

เพื่อสร้างโลกของกรุงปารีสในช่วงต้นทศวรรษ  ’30 ที่ถูกมองผ่านสายตาของ อูโก้ คาเบร่ต์ ตัวละครที่ถูกคิดสร้างขึ้นมา สกอร์เซซี่ตั้งเป้าที่จะสร้างสิ่งที่เขาได้บอกเอาไว้ว่า

“เป็นสมดุลระหว่างความเป็นจริงกับตำนาน” เขาได้นำนักค้นคว้า มาเรียนน์ โบเวอร์ เข้ามา ซึ่งเธอเป็นคนใส่ความเป็นจริงเข้าไป โดยได้รับการสนับสนุนจากรูปถ่ายทางประวัติศาสตร์ เอกสาร และฟิล์มจากยุคนั้น โบเวอร์ได้บีบการค้นคว้าของเธอให้แคบลงเหลือแค่ในช่วงปี 1925 จนถึง 1931

เพื่อเป็นการศึกษาสำหรับแผนกสร้างสรรค์ต่างๆ สมาชิกของทีม Hugo ได้นั่งดูภาพยนตร์ของเมลิเย่ส์ 180 เรื่อง ที่มีความยาวประมาณ 13 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับภาพยนตร์ของ เรอเน่ แคลร์ และแคโรล รี้ด ซึ่งเป็นผู้นำภาพยนตร์จากยุค 1920 และ 1930 พวกเขายังดูภาพยนตร์ของพี่น้องลูมิแยร์ และภาพยนตร์เงียบจากยุค ’20 เพื่อศึกษาสีและโทนของยุคนั้น ข้อมูลอ้างอิงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ “ภาพเคลื่อนไหว” เท่านั้น แต่พวกเขายังศึกษาภาพนิ่งของ Brassaï (ช่างภาพชาวฮังกาเรี่ยน Gyula K. Halász ผู้เก็บภาพปารีสในระหว่างสงครามเอาไว้) เพื่อศึกษาภาพลักษณ์ในยุคนั้นของท้องถนนในกรุงปารีส และภาพลักษณ์และพฤติกรรมของนักแสดงแบ็คกราวน์ ขณะที่มีการเก็บภาพโลเกชั่น การถ่ายทำส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่โรงถ่ายเชพเพอร์ตัน สตูดิโอส์ในประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ดังเต้ เฟอร์เร็ตติ จะคอยดูแลการสร้างโลกของอูโก้ ซึ่งรวมถึงสถานีรถไฟขนาดเท่าของจริงที่มีร้านค้าทุกอย่าง, ตึกอพาร์ตเม้นต์ของเมลิเย่ส์ สตูดิโอที่ทำจากกระจกของเขา ตึกที่โดนระเบิด ร้านไวน์ที่เต็มไปด้วยสินค้า และสุสานขนาดใหญ่ที่มีป้ายหินและอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่

หัวใจของเรื่องนี้ ซึ่งก็คือตัวสถานีรถไฟ คือการทำงานร่วมกันของงานออกแบบและโครงสร้างต่างๆ ที่ถูกยกมาจากสถานีรถไฟหลายแห่งในยุคนั้น ซึ่งหลายแห่งก็ยังมีอยู่ ซึ่งถือว่าช่วยทีมศิลปินได้มาก แต่น่าเสียดายที่สถานีรถไฟ Gare Montparnasse ถูกทำลายไปแล้ว และได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1969 ตามที่สกอร์เซซี่บอก

“สถานีของเราคือการผสมผสานของสถานีรถไฟหลายแห่งในกรุงปารีสเวลานั้น ปารีสของเราก็คือปารีสในยุคเฟื่องฟู เป็นความประทับใจที่เรามีต่อปารีสในเวลานั้น”

เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว โถงใหญ่ของสถานีรถไฟก็อัดอยู่เต็มโรงถ่าย ที่มีความยาว  150 ฟุต และมีความกว้าง 120 ฟุต และสูง 41 ฟุต สภาพแวดล้อมนี้ทำให้สกอร์เซซี่และผู้กำกับภาพ โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน ถ่ายความเคลื่อนไหวได้ทั้งหมด

มันคือภาพปริศนา เมื่อคุณรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน บางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น’: การถ่ายทำโลกของอูโก้ ในรูปลักษณ์ 3D

มาร์ติน สกอร์เซซี่ไม่อายเลยที่จะแสดงความชื่นชมที่เขามีต่อการสร้างภาพยนตร์ 3D เขาใช้เวลาหลายปีในช่วงแรกๆ ที่ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในเวลาที่ 3D ถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์หลายเรื่องในทุกแนว เขาเล่าว่า

“มันเป็นปี 1953 และภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผมได้ดูก็คือ ‘House of Wax’ ที่กำกับโดย อังเดร เดอ ท็อธ มันอาจเป็นภาพยนตร์ 3D ที่ดีที่สุดที่ถูกสร้างออกมา”

อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์ที่ออกฉายในปีต่อมาต่างหากที่สกอร์เซซี่บอกว่าสร้างผลกระทบต่อการโต้แย้งในเรื่องของการใช้ 3D ในการช่วยเสริมเรื่อง เขาเล่าว่า

“การที่ อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก ใช้เทคนิค 3D ในเรื่อง ‘Dial M for Murder’ ถือว่าฉลาดมาก แทนที่จะใช้มันเป็นเอฟเฟ็กต์ มันกลับเกี่ยวพันกับเนื้อเรื่อง ใช้มันเป็นองค์ประกอบในการเล่าเรื่อง สิ่งที่ผมค้นพบในการทำงานกับเทคนิค 3D ก็คือ มันช่วยเสริมตัวนักแสดงนะ เหมือนการได้ดูรูปปั้นเคลื่อนไหวได้ มันไม่แบนราบอีกต่อไปแล้ว ด้วยการแสดงที่เหมาะเจาะ และการเคลื่อนไหวที่ลงตัว มันกลายเป็นการผสมผสานของโรงละครกับภาพยนตร์ แต่ก็แตกต่างไปจากทั้งสองสื่อ นั่นคือสิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้ผมได้เสมอ ผมฝันถึงการได้สร้างภาพยนตร์แบบ 3D เสมอมา”

“ภาพแรกที่ผมมองเห็นขึ้นมาในหัวขณะที่ผมเริ่มต้นทำงานกับ ‘Hugo’“ สกอร์เซซี่กล่าวต่อ “ก็คือภาพของอูโก้วิ่งไปและหันกลับมามองด้านหลัง มีความรู้สึกหวนไห้อยู่ในดวงตาของเขา ใบหน้านั้นดูใกล้ชิดมากขึ้นเป็นพิเศษด้วยเทคนิค 3D เรามองเห็นผู้คนในแบบที่แตกต่างออกไป พวกเขาใกล้ชิดเรามากขึ้น ผมรู้สึกว่า 3D ช่วยสร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งขึ้นระหว่างคนดูและตัวละคร”

แต่ “Hugo” เป็นมากกว่าเรื่องราวการผจญภัยของเด็กชายที่มีภารกิจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง มันยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้นพบและจุดยืนของศิลปินตัวจริงของวงการภาพยนตร์ยุคแรกๆ คนดูจะได้เห็นภาพแฟลชแบ็คหน้าที่การงานของเมลิเย่ร์ จากการเป็นนักมายากลไปสู่การเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ และกลายเป็นคนเฝ้าร้านค้า ฉากต่างๆ ของเมลิเย่ส์คือฉากสำคัญ เพราะเขามีผลงานเป็นภาพยนตร์มากกว่า 500 เรื่อง สกอร์เซซี่จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการคัดกรองรายชื่อภาพยนตร์ที่มีอยู่ยาวเหยียดให้เหลือเพียงกลุ่มเดียว ในที่สุด เขาได้เลือกภาพยนตร์เรื่องหนึ่งขึ้นมาเพื่อสร้างเป็น “ฉากเบื้องหลังการถ่ายทำ” แบบจัดเต็ม นั่นก็คือภาพยนตร์ปี 1903 เรื่อง “Kingdom of the Fairies” สกอร์เซซี่เล่าว่า

“ผมอยากแสดงให้เห็นสามหรือสี่ฉากจากภาพยนตร์เรื่องนั้น แต่กลับลงเอยด้วยการเลือกฉากที่เกิดขึ้นใต้ทะเล เราคิดกันว่ามันคงน่าสนใจที่จะแสดงให้เห็นว่าเขาถ่ายทำฉากใต้น้ำสำเร็จได้อย่างไร มันง่ายแค่ไหน และมันมีเสน่ห์แค่ไหน”

การเดินทางกลับบ้าน

สกอร์เซซี่กล่าวปิดท้าย “ในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์ ผมรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นในภาพยนตร์ทุกวันนี้เริ่มต้นด้วยจอร์จส์ เมลิเย่ส์ และเมื่อผมได้กลับไปดูภาพยนตร์ต้นแบบของเขา ผมรู้สึกประทับใจและได้แรงบันดาลใจ เพราะภาพยนตร์พวกนั้นยังคงให้ความรู้สึกตื่นเต้นจากการค้นพบตลอด  100 ปีนับจากที่พวกมันถูกสร้างขึ้นมา และเพราะภาพยนตร์เหล่านี้เป็นหนึ่งในบรรดาภาพยนตร์ยุคแรกๆ ที่แสดงถึงพลังของรูปแบบศิลปะที่ผมรัก และเป็นสิ่งที่ผมอุทิศชีวิตให้เพื่อสิ่งที่ดีขึ้นในชีวิตของผม”

*

-กำหนดฉาย 16 กุมภาพันธ์ ณ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เชียงใหม่ เอสเอฟ เวิร์ลด์ ซีนีม่า และเอสเอฟ พัทยา ในระบบสามมิติเท่านั้น | เว็บไซท์  Hugo

[เรื่องและรูปจาก United International Pictures Thailand]

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

©2009-2016 POPpaganda.net | Powered by WordPress | Developed by felizt