MOVIES

Big Miracle ปาฏิหาริย์วาฬสีเทา

March 1, 2012

LINE it!

big_miracle_poster

เวลาและความหวังกำลังจะสิ้นสุดลงสำหรับปลาวาฬแคลิฟอร์เนียสีเทาสามตัว ที่ติดอยู่ท่ามกลางน่านน้ำที่กำลังจับตัวเป็นน้ำแข็งนอกชายฝั่งอลาสก้ามานานหลายวัน

ทีมนักแสดง

ดรูว์ แบร์รี่มอร์ (Drew Barrymore) รับบท  ราเชล เครเมอร์

จอห์น คราซินสกี้ (John Krasinski) รับบท  อดัม คาร์ลสัน

คริสติน เบล (Kristen Bell) รับบท  จิล เจอราร์ด

เดอร์ม็อท มัลโรนีย์ (Dermot Mulroney) รับบท  ผู้พันสก็อต โบเยอร์

ทิม เบลค เนลสัน (Tim Blake Nelson) รับบท  แพท ลาฟาเย็ทท์

วิเนสซา ชอว์ (Vinessa Shaw) รับบท  เคลลี ไมเยอร์ส

จอห์น พินกายัค (John Pingayak) รับบท  มาลิค

จอห์น เชส (John Chase) รับบท  รอย

อาห์มาโอแก็ค สวีนนีย์ (Ahmaogak Sweeney) รับบท  นาธาน

เท็ด แดนสัน (Ted Danson) รับบท  เจ.ดับบลิว. แม็คกรอว์

ทีมผู้สร้าง

เคน ควาพิส (Ken Kwapis)—กำกับ

แจ็ค เอมีล และ ไมเคิล เบ็กเลอร์ (Jack Amiel & Michael Begler)—บทภาพยนตร์

โธมัส โรส (Thomas Rose)—สร้างขึ้นจากหนังสือเรื่อง “Freeing the Whales”

ทีม บีแวน และอีริค เฟลเนอร์ (Tim Bevan & Eric Fellner)—อำนวยการสร้าง

big_miracle_01big_miracle_02big_miracle_03big_miracle_04big_miracle_05big_miracle_06big_miracle_07

ข้อมูลงานสร้าง

“สวัสดียามเย็นครับ เวลาและความหวังกำลังจะสิ้นสุดลงสำหรับปลาวาฬแคลิฟอร์เนียสีเทาสามตัว ที่ติดอยู่ท่ามกลางน่านน้ำที่กำลังจับตัวเป็นน้ำแข็งนอกชายฝั่งอลาสก้ามานานหลายวันแล้ว”-ทอม โบรคอว์, รายการ NBC Nightly News ตุลาคม ปี 1988

Big Miracle ภาพยนตร์ผจญภัยเพื่อช่วยชีวิต ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงอันเหลือเชื่อ ที่สร้างความประทับใจให้กับคนทั่วโลก บอกเล่าเรื่องราวสุดอัศจรรย์ของอาสาสมัครผู้รักสัตว์ (ดรูว์ แบร์รี่มอร์ เจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำจาก 50 First Dates, He’s Just Not That Into You) และนักข่าวจากเมืองเล็กๆ (จอห์น คราซินสกี้จาก The Office, It’s Complicated) ผู้ร่วมทีมโดยเด็กชายชาวอลาสก้า (อาห์มาโอแก็ค สวีนนีย์ นักแสดงหน้าใหม่) ช่วยกันปลุกระดมคนทั้งชุมชน และท้ายที่สุด ก็รวมไปถึงผู้มีอำนาจของโลก ให้ช่วยชีวิตครอบครัวปลาวาฬสีเทา ที่ติดอยู่ท่ามกลางผืนน้ำแข็งที่จับตัวอย่างรวดเร็วในอาร์คติค เซอร์เคิล

อดัม คาร์ลสัน (คราซินสกี้) นักข่าวจากแบร์โรว์ แทบทนรอไม่ได้ที่จะหนีจากยอดเหนือสุดของอลาสก้าไปสู่ตลาดที่ใหญ่กว่า แต่เมื่อเรื่องราวที่กำลังจะส่งให้เขาโด่งดังเกิดขึ้น โลกก็หันมาไล่ตามมันเช่นกัน เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าน้ำมัน ผู้ว่าการรัฐต่างๆ และนักข่าวผู้หิวกระหายพากันพรั่งพรูมายังดินแดนเยือกแข็งนี้ เพื่อให้ได้ข่าวของตัวเองท่ามกลางดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน คนที่ครอบครองเวลาของเขามากที่สุดคือราเชล เครเมอร์ (แบร์รี่มอร์) ไม่เพียงแต่เธอจะเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่กล้าพูดเท่านั้น เธอยังบังเอิญเป็นแฟนเก่าของเขาอีกด้วย

เมื่อเวลากำลังจะหมดลง ราเชล, อดัมและนาธาน (สวีนนีย์) เด็กชายชาวอลาสก้าวัย 11 ขวบ ผู้เรียนรู้ที่จะผูกพันกับคนของเขาและวัฒนธรรมของเขา จะต้องปลุกระดมให้เกิดความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่น บริษัทน้ำมันและกองทัพรัสเซียและอเมริกัน ให้พวกเขาปล่อยวางจากความบาดหมาง และรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่พวกเขาทุกคนต่างก็ต้องการ นั่นคือการปลดปล่อยปลาวาฬให้เป็นอิสระให้รวดเร็วที่สุด ขณะที่ชาวอลาสก้าดิ้นรนขุดหลุมมากมายที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของน้ำแข็ง และเรือเจาะน้ำแข็งของโซเวียตรุกคืบหน้าเข้าไปในอีกทางหนึ่ง พวกเขาจะต้องทำในสิ่งมหัศจรรย์เพื่อเชื่อมต่อรอยแยกระยะทาง 4 ไมล์ และถ้าพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างปาฏิหาริย์แล้วล่ะก็ ปลาวาฬที่ติดอยู่ก็จะถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระไปสู่ท้องทะเลเปิด เพื่อเริ่มต้นการอพยพประจำปีระยะทาง 5,000 ไมล์ของพวกมัน

ขณะที่คนทั้งโลกสนใจตอนเหนือสุดของโลกเป็นเวลาสองสัปดาห์ การช่วยเหลือสัตว์ที่ตกอยู่ในอันตรายเหล่านี้ก็กลายเป็นเรื่องราวที่ทำให้คนทั้งชาติได้รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวและนำไปสู่ช่วงเวลาของการสงบศึกที่คาดไม่ถึงเพียงช่วงเดียวในสงครามเย็น

แบร์รี่มอร์และคราซินสกี้ ร่วมแสดงโดยทีมนักแสดงระดับแนวหน้าที่ประกอบไปด้วยคริสติน เบล (Forgetting Sarah Marshall, Couples Retreat), เดอร์ม็อท มัลโรนีย์ (J. Edgar, Zodiac), ทิม เบลค เนลสัน (O Brother, Where Art Thou?, The Incredible Hulk), วิเนสซา ชอว์ (3:10 to Yuma, Two Lovers) และเท็ด แดนสัน (Saving Private Ryan, television’s Damages)

ทีมนักแสดงสมทบได้แก่ สตีเฟน รู้ท  (Office Space), จอห์น ไมเคิล ฮิกกินส์ (For Your Consideration), เจมส์ เลอ กรอส (ซีรีส์ Mildred Pierce), ร็อบ ริกเกิ้ล (The Other Guys), บรูซ อัลท์แมน (It’s Complicated), ไมเคิล แกสตัน (Inception), มาร์ค อิวาเนียร์ (Schindler’s List), สเตฟาน คาพิซิค (ซีรีส์ 24) และเชีย วิกแฮม (ซีรีส์ Boardwalk Empire) รวมถึงนักแสดงหน้าใหม่ชาวอลาสก้า จอห์น พินกายัคและจอห์น เชส

Big Miracle กำกับโดยเคน ควาพิส (He’s Just Not That Into You, The Sisterhood of the Traveling Pants) จากบทภาพยนตร์โดยแจ็ค เอมีลและไมเคิล เบ็กเลอร์ (Raising Helen, The Prince and Me) ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือเรื่อง “Freeing the Whales” โดยนักข่าวโธมัส โรส คู่หูจากเวิร์คกิ้ง ไทเทิล ทิม บีแวนและอีริค เฟลเนอร์ (Tinker Tailor Soldier Spy, Frost/Nixon) ร่วมกับสตีฟ โกลินจากแอนโนนีมัส คอนเทนท์ (Babel, Eternal Sunshine of the Spotless Mind) และไมเคิล ชูการ์ (Rendition, ซีรีส์ A Separate Peace) รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง

เพื่อนร่วมงานเก่าและใหม่ของควาพิสได้แก่ผู้กำกับภาพจอห์น เบลลีย์ (He’s Just Not That Into You, The Sisterhood of the Traveling Pants), ผู้ออกแบบงานสร้างเนลสัน โคเทส (The Proposal, The Last Song), มือลำดับภาพ คารา ซิลเวอร์แมน (He’s Just Not That Into You, A Cinderella Story), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เชย์ คันลิฟฟ์ (2012, The Bourne Ultimatum) และคอมโพสเซอร์ คลิฟฟ์ ไอเดลแมน (He’s Just Not That Into You, The Sisterhood of the Traveling Pants)

ลิซา ชาซิน (Pride & Prejudcie) จากเวิร์คกิ้ง ไทเทิล ร่วมกับเด็บรา เฮย์เวิร์ด (Nanny McPhee) และสจวร์ต เบสเซอร์ (The Losers) กับพอล กรีนจากแอนโนนีมัส คอนเทนท์ (44 Inch Chest) รับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ถ่ายทำภายในอลาสก้าทั้งเรื่อง

เกี่ยวกับงานสร้าง

พบกับเฟร็ด, วิลมาและแบมม์-แบมม์: การผจญภัยสู่จอเงิน

ในปี 1988 ยุคที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีเครือข่ายโซเชียล เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ และไวร์เลสแบบเปิดปุ๊บติดปั๊บ หมายความว่าข่าวไม่ได้แพร่ไปฉับไวเหมือนอย่างในปัจจุบัน แต่เมื่อทีวีเคเบิลและดาวเทียมมีฐานผู้ชมที่กว้างขวางขึ้น โลกก็ตระหนักว่า ข้อมูลไม่ได้อยู่ในหนังสือพิมพ์ตอนเช้าหรือในการประกาศข่าวช่วงค่ำของสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่สามช่องเพียงเท่านั้น ในยุคใหม่นี้มีเรื่องราวที่เราสามารถดูได้ตลอดเวลา และสำหรับปลาวาฬแคลิฟอร์เนียสีเทาสามตัว ที่ติดอยู่นอกชายฝั่งเมืองแบร์โรว์, อลาสก้า ระหว่างการอพยพประจำปีในเดือนตุลาคมของปีนั้น นี่เป็นข่าวที่ดีมากจริงๆ

ผู้ที่เฝ้าติดตามการช่วยชีวิตที่เกิดขึ้นคือนักข่าว โธมัส โรส ผู้ซึ่งหนังสือเรื่อง “Freeing the Whales” ของเขาถูกตีพิมพ์ในปี 1989 เรื่องราวของโรส ซึ่งเดิมเป็นบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสปาย ที่ตอนนี้ปิดตัวไปแล้ว และหลังจากนั้นก็ถูกยืดขยายกลายเป็นหนังสือ ที่บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห้อมล้อมความพยายามในการช่วยชีวิตปลาวาฬสีเทาสามตัวที่ติดอยู่ท่ามกลางผืนน้ำแข็ง นอกชายฝั่งเมืองแบร์โรว์ เมื่อช่างภาพท้องถิ่นส่งภาพวิดีโอของสัตว์เหล่านี้ ที่โผล่ขึ้นมาในช่องหายใจเล็กๆ ท่ามกลางน้ำแข็งหนาทึบ ฟุตเตจนี้ก็ตกมาถึงโต๊ะของเจ้าหน้าที่ในแอนโชเรจ ก่อนจะไปถึงรายการข่าวยามเย็นของทอม โบรคอว์ ผู้รายงานข่าวของเอ็นบีซี

ไม่นานนัก เรื่องราวประสบภัยของปลาวาฬเหล่านี้ก็เป็นที่สนใจของคนทั่วโลกและส่งผลให้เกิดความสนใจจากสื่อมวลชน ที่มีให้กับเมืองเล็กๆ แห่งนี้อย่างท่วมท้น ชาวเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือสุดและอาจจะหนาวเหน็บที่สุดในอเมริกา รู้สึกตื่นตะลึงกับบรรดาสื่อมวลชนที่ถาโถมเข้ามา สำหรับเมืองเล็กๆ ที่หลับใหลแห่งนี้ ที่ต้องเจอกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในรอบศตวรรษก็เป็นได้

แต่ไม่ใช่แค่สื่อมวลชนเท่านั้นที่สนใจในเรื่องราวที่กระตุ้นความสนใจนี้ เรื่องราวนี้ก็ได้รับความสนใจจากทำเนียบขาวของเรแกน ที่ในตอนนั้นกำลังให้ความสนใจกับแคมเปญเลือกตั้งของรองประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนด้วยเช่นกัน ด้วยความต้องการจะวางตัวบุชให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้รัฐบาลกลางให้ทำงานเพื่อมนุษยชน ทีมงานของเรแกนจึงได้ขอความช่วยเหลือจากบอนนี เมอร์ซิงเกอร์ ผู้ช่วยผู้บริหารของคณะรัฐมนตรี “ประธานาธิบดีเรแกนได้แวะมาออฟฟิศของฉันในเวสต์วิงในค่ำคืนนั้น” บอนนี เมอร์ซิงเกอร์ แคร์โรล ที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิคของ Big Miracle บอก “เขาได้เห็นว่าทหารรักษาดินแดนก็เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย และเขาก็สงสัยว่าทำเนียบขาวจะช่วยอะไรได้บ้าง ด้วยความที่ฉันเองก็เป็นทหารองครักษ์ เขาก็เลยขอให้ฉันเสนอความช่วยเหลือไปยังทหารรักษาดินแดนของอลาสก้า และนั่นทำให้ฉันได้พบกับทอม แคร์โรลค่ะ”

ผู้พันทอม แคร์โรลกำลังทำหน้าที่ผู้บัญชาการหนึ่งในกองพันใหญ่ของหน่วยรักษาดินแดน ในตอนที่เขาได้รับโทรศัพท์หลายสายจากเมอร์ซิงเกอร์ แม้ว่าในตอนแรกเขาจะได้รับหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายเรือขนาดใหญ่ข้ามน้ำแข็ง ไม่นานนัก แคร์โรลก็พบว่าภารกิจของเขาเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้และเสนอแนะให้ใช้เรือเจาะน้ำแข็งของโซเวียตเพื่อช่วยเหลือครอบครัวปลาวาฬ “นั่นเป็นช่วงก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะล่มสบายค่ะ” เมอร์ซิงเกอร์ แคร์โรลบอก “ดังนั้น การติดต่อระหว่างอเมริกาและสหภาพโซเวียตก็เลยเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดามากๆ มันเป็นก้าวย่างสู่สันติภาพของโลกในเวลานั้นค่ะ”

เมอร์ซิงเกอร์และแคร์โรลคิดไม่ถึงเลยว่า การโทรศัพท์หลายต่อหลายครั้งระหว่างพวกเขาจะนำไปสู่ความรักของทั้งคู่ ผู้ซึ่งแต่งงานกันในภายหลัง เมอร์ซิงเกอร์ แคร์โรลบอกว่า “ทอมมองเห็นโอกาสที่จะนำกองทัพ ชาวอลาสก้า บริษัทขุดเจาะน้ำมัน พวกกรีนพีซหรือแม้แต่พวกโซเวียตมารวมเป็นหนึ่งเดียว เขาเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่กลายเป็นปฏิบัติการปาฏิหาริย์ในเรื่องการร่วมมือกันค่ะ” น่าเศร้าที่หลายปีหลังหลัง พลจัตวาแคร์โรลได้เสียชีวิต พร้อมกับนายทหารอีกเจ็ดคน ในเหตุเครื่องบินกองทัพตกท่ามกลางผืนดินอลาสก้าที่เขารัก

จากประสบการณ์นี้เอง เมอร์ซิงเกอร์ แคร์โรลได้ก่อตั้งองค์กรเทรเจดี้ แอสซิสแทนซ์ โปรแกรม ฟอร์ เซอร์ไวเวอร์ส (ทีเอพีเอส) ผู้ร่วมกับกระทรวงกลาโหม หยิบยื่นความเอาใจใส่และความช่วยเหลือให้กับครอบครัวของทหารชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ

จนกระทั่งในปี 1992 ที่เรื่องราวความประทับใจ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความเป็นมนุษย์ของโรสได้กลายเป็นที่สนใจของแจ็ค เอมีลและไมเคิล เบ็กเลอร์ มือเขียนบทโทรทัศน์ที่กำลังตั้งตัว แม้ว่าพวกเขาจะอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องราวนี้ในปี 1988 แต่ความสนใจของพวกเขาก็อยู่ที่อื่น “แอนเดรีย พี่สาวผม ทำงานให้กับแดน แรทเธอร์ที่ซีบีเอส นิวส์” เอมีลเล่า “เธอคิดว่าเรื่องราวนี้น่าจะกระตุ้นความสนใจของเราในฐานะต้นกำเนิดเรื่องราว แม้ว่าผมกับไมเคิลจะโฟกัสอยู่กับการเขียนบทโทรทัศน์อยู่ในตอนนั้นก็ตาม”

พวกเขาเก็บเรื่องราวของโรสเอาไว้ในใจก่อนจะดึงมันออกมาอีกครั้งในปี 2001 ในตอนที่พวกเขาได้กลายเป็นมือเขียนบทภาพยนตร์แล้ว พวกเขาซื้อสิทธิในหนังสือเรื่องนี้และต่อสิทธิเป็นเกือบสิบปีขณะที่พวกเขาเขียนร่างของบทภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา

“แหล่งข้อมูลของเราคือหนังสือของโรส และฟุตเตจข่าวในช่วงนั้นครับ” เบ็กเลอร์กล่าวเสริม “แต่หลายสิ่งที่เราเขียนขึ้นเป็นเรื่องจริงมากๆ เราต้องปรับแต่งและสร้างตัวละครใหม่ขึ้นมาเพื่อสร้างเรื่องราว แต่เราก็อยากจะรักษาความสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ตลอดช่วงเวลาสองสัปดาห์บนผืนน้ำแข็งในปี 1988 ด้วยครับ”

การที่ปลาวาฬสองตัวเป็นอิสระในท้ายที่สุดและได้หวนคืนสู่ท้องมหาสมุทรอีกครั้งทำให้เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่สื่อมวลชนโปรดปราน สิ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาพักรบในสงครามเย็นเหนืออาร์คติค เซอร์เคิล มหาอำนาจจากสองขั้วปล่อยวางจากความขัดแย้งและหันมาจับมือกันเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ให้ลุล่วง

“ในเดือนตุลาคม เรือเจาะน้ำแข็งถูกขัดขวางหรือไม่ก็ถูกเก็บอยู่ในอู่เรือหมดแล้ว” เบ็กเลอร์อธิบาย “ดังนั้น เรือของโซเวียตก็เลยเป็นตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่ การใช้เรือของโซเวียตถือเป็นเรื่องใหญ่จากคณะทำงานของรัฐบาลเรแกนและรัฐบาลของกอร์บาชอฟ นอกจากนั้น การร่วมมือกันครั้งนี้ยังทำให้พวกเขาดูดีในสายตาของโลกที่จับตามองและเฝ้ารอชมอยู่ด้วย”

ผู้กำกับเคน ควาพิส ผู้นำทางภาพยนตร์เรื่อง He’s Just Not That Into You และ The Sisterhood of the Traveling Pants ให้กลายเป็นภาพยนตร์ฮิต ได้เข้าร่วมโปรเจ็กต์นี้และมีส่วนช่วยในการขัดเกลาเนื้อเรื่อง “ในร่างแรก เราโฟกัสไปที่สื่อแบบประชดประชันมากๆ” เอมีลเล่า “แต่เคนได้นำวิสัยทัศน์ที่เพิ่มความเมตตาและความเป็นมนุษย์ให้กับเรื่องราว เราเปิดมันออกแล้วนำตัวละครอื่นๆ และมุมมองอื่นๆ เข้ามาครับ”

เหตุการณ์จริงๆ ที่เกิดขึ้นในปี 1988 ไม่ได้ถูกขัดเกลาให้สวยหรูขึ้นเลย ในความคิดของควาพิส แต่เขามองเรื่องราวนี้ว่าเป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นถึงการช่วยเหลือครั้งนั้นจากหลายๆ มุมมอง “ผมแปลกใจมากๆ ที่ได้พบว่าปลาวาฬสามตัวนี้ก่อให้เกิดความโกลาหลแค่ไหน” เขาบอก “เรื่องราวของเราจะครอบคลุมการให้ความสนใจของสื่อที่มีต่อปลาวาฬเหล่านี้ แต่โฟกัสหลักจริงๆ ของเรื่องอยู่ที่การร่วมมือกันอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ของผู้มาช่วยเหลือ ที่ปล่อยวางอคติของตัวเอง เพื่อทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นี้ให้สำเร็จครับ”

มือเขียนบทได้นำบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไปนำเสนอสตีฟ โกลินและไมเคิล ชูการ์ ประธานของแอนโนนีมัส คอนเทนท์ บริษัทจัดการของพวกเขา ผู้ได้ช่วยขัดเกลาเรื่องราวนี้ด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุด ทั้งคู่ก็ได้เข้าร่วมโปรเจ็กต์นี้ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ร่วมกับทิม บีแวนและอีริค เฟลเนอร์ ผู้อำนวยการร่วมของบริษัทโปรดักชัน เวิร์คกิ้ง ไทเทิล ฟิล์มส์

“ไมเคิลแนะนำบทหนังเรื่องนี้ให้ผม” โกลินเล่า “ผมรู้สึกว่านี่น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับคนที่ทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีความคิดความอ่านเหมือนกันก็ตาม เคนเข้าใจโทนของหนังเรื่องนี้ดี เขานำอารมณ์ขันและความเป็นคนธรรมดาใส่เข้าไป แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มองด้วยว่ามันเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจ สะเทือนใจและสร้างแรงบันดาลใจด้วยครับ”

แม้ว่าหนังสือของโรสจะเขียนขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายยุค 80s ชูการ์ก็เชื่อว่า บทภาพยนตร์ของเอมีลและเบ็กเลอร์อาจจะมาจากพาดหัวข่าวในยุคปัจจุบันก็ได้ “เราคิดว่าด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกตอนนั้น เรื่องราวนี้ก็น่าจะเข้าถึงได้ในปัจจุบันด้วย” ชูการ์บอก “แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเมื่อหลายปีมาแล้ว มันก็ยังคงเป็นเรื่องราวความเป็นมนุษย์สมัยใหม่และแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของความเปลี่ยนแปลง ในปี 1988 ข้อมูลไม่ใช่ของที่ได้มาฟรีๆ เว้นแต่จากซีเอ็นเอ็น แล้วเราก็ไม่ได้มีรายการข่าวตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนทุกวันนี้ด้วย เรื่องราวนี้เป็นเหมือนข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วโลก และมันก็ยิ่งโหมกระพือไปอีกด้วยการใช้สัญญาณดาวเทียม ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่น่ะครับ”

เพรียงใต้น้ำและทุกสรรพสิ่ง: การจินตนาการรถึงปลาวาฬ

บางทีความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับ Big Miracle อาจเป็นสิ่งที่ถูกจัดการในนิวซีแลนด์ ที่ห่างออกไปหลายพันไมล์ ระหว่างช่วงพรีโปรดักชัน ภายในเวิร์คช็อปของกลาสแฮมเมอร์ วิชวล เอฟเฟ็กต์ที่โอ๊คแลนด์ นักแสดงสำคัญสามชีวิตกำลังถูกออกแบบและสร้างขึ้น กลาสแฮมเมอร์ถูกขอให้สร้างหุ่นปลาวาฬแคลิฟอร์เนียสีเทาที่ล้ำค่าสามตัว ที่มือเขียนบทตั้งชื่อว่าเฟร็ด, วิลมาและแบมม์-แบมม์

จัสติน บัคกิ้งแฮมและไมค์ ลาแธม ผู้เชี่ยวชาญด้านสเปเชียล เอฟเฟ็กต์จากนิวซีแลนด์ได้รับมอบหมายให้สร้างภาพมายาสำคัญในเรื่อง นั่นคือการทำให้แน่ใจว่าปลาวาฬแคลิฟอร์เนียสีเทาจะโลดแล่นมีชีวิตบนหน้าจอได้จริงๆ กลาสแฮมเมอร์ บริษัทของบัคกิ้งแฮม ได้สร้างปลาวาฬที่เหมือนมีชีวิตขึ้นมาสำหรับภาพยนตร์ปี 2002 เรื่อง Whale Rider ผลงานที่สะดุดตาของทีมผู้สร้างเข้า

“บริษัทผมสร้างปลาวาฬสีเทาครับ” บัคกิ้งแฮมบอก “และไมค์ก็ออกแบบระบบอนิเมโทรนิคส์ โรโบติคส์และไฮโดรลิคส์ ผมได้รับโทรศัพท์ถามว่าเราว่างที่จะสร้างปลาวาฬสามตัวนี้รึเปล่า และผมก็ค่อนข้างจะตื่นเต้นตั้งแต่เริ่มต้นเลยครับ”

สิ่งที่ควาพิสให้ความสำคัญเป็นอย่างแรกคือความสามารถของผู้สร้างปลาวาฬคือการสร้างสัตว์ที่เหมือนมีชีวิตขึ้นมา “เราต้องการให้ปลาวาฬดูสมจริงครับ” ผู้กำกับกล่าว “และผมก็อยากให้นักแสดงได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่จับต้องได้ เราได้ศึกษาคลังฟุตเตจของปลาวาฬที่ติดอยู่ในแผ่นน้ำแข็งเพื่อทำความเข้าใจว่าพวกมันเคลื่อนไหวอย่างไร เราไม่อยากจะทำให้พวกมันมีคุณลักษณะเหมือนมนุษย์ แต่เราจะสร้างจุดตำหนิให้กับแต่ละตัวเพื่อที่ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ชมจะสามารถแยกแยะพวกมันออกจากกันได้ ปลาวาฬสีเทามีพื้นผิวที่ขรุขระ ซึ่งทำให้พวกมันมีความงามที่วิเศษสุด ผมรู้สึกว่ามันทำให้พวกมันน่ารักยิ่งขึ้นไปอีกครับ”

อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือการสร้างบ่อปลาวาฬ ที่จะใช้เก็บหุ่นปลาวาฬได้อย่างสมจริงและทำให้พวกมันสามารถเคลื่อนไหวเป็นอิสระได้อย่างน่าเชื่อด้วย “เราได้สร้างฉากทุ่งน้ำแข็งขึ้นมา ที่มีแทงค์น้ำใต้ดิน เพื่อให้ปลาวาฬกลอาศัยอยู่ครับ” ควาพิสกล่าวเสริม “ปลาวาฬกลสามารถโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำที่ส่วนไหนก็ได้ของบ่อ มันเป็นความมหัศจรรย์ด้านวิศวกรรมอย่างแท้จริง และมันก็เวิร์คมากๆ”

พวกปลาวาฬจะมีลุคสำเร็จที่ใกล้เคียงกับปลาวาฬปี 1988 ตัวจริงมากที่สุด ที่มีทั้งเพรียงเกาะข้างใต้ท้อง รอยแผลเป็นและอื่นๆ บัคกิ้งแฮมเล่าว่า “เราดูฟุตเตจข่าวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและศึกษาลุคและการเคลื่อนไหวของพวกมันครับ พอเรากำหนดสเกลได้แล้ว เราก็เริ่มสร้างส่วนหัวขึ้นมา”

สำหรับปลาวาฬสองตัว บัคกิ้งแฮมและลาแธมได้สร้างแพลทฟอร์มเคลื่อนที่ได้ ซึ่งสามารถขยับใต้น้ำและทำให้การขยับหัวปลาวาฬเป็นไปได้อย่างเสรี ระบบไฮดรอลิคถูกเชื่อมกับแพลทฟอร์มควบคุมใกล้ๆ ที่อยู่นอกรัศมีของกล้อง ในขณะที่บัคกิ้งแฮมคิดหัวปลาวาฬที่สมจริงขึ้นมา ลาแธมก็ยุ่งอยู่กับการสร้างกลไกลอิเล็คทรอนิคส์ภายใน

“เราคิดว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการออกแบบอุปกรณ์ที่จะไม่แข็งหรือได้รับผลกระทบจากการแช่ในน้ำทั้งวันน่ะครับ” บัคกิ้งแฮมบอก “มันเป็นตัวบอกผมว่าจะต้องสร้างหัวพวกนี้จากวัสดุอะไรเพื่อที่พวกมันจะได้อยู่รอดตลอดการถ่ายทำ”

การก่อสร้างได้ดำเนินไปตลอดสี่เดือน และสิ้นสุดลงที่การเดินทางด้วยเรือแปซิฟิค โอเชียนจากนิวซีแลนด์สู่แอนโชเรจ “หลังจากที่เราทดสอบน้ำในนิวซีแลนด์แล้ว เราก็แพ็คปลาวาฬสามตัวในตู้คอนเทนเนอร์ แล้วส่งอุปกรณ์ของเราไปอลาสก้า” ลาแธมเล่า “เราแค่หวังว่าพวกมันจะเดินทางอย่างปลอดภัย เป็นชิ้นเดียวกันอยู่ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น พอไปถึงที่นั่น เราก็เตรียมหลุมปลาวาฬในฉากทุ่งน้ำแข็งและวางอุปกรณ์ของเราลงในน้ำเป็นครั้งแรก ผมคงต้องบอกว่า เมื่อปลาวาฬปรากฏตัว พวกมันสวยสุดๆ เลยล่ะครับ”

จอห์น พินกายัค ชาวอลาสก้า ผู้เคยเป็นนักล่าปลาวาฬด้วย รู้สึกถึงความผูกพันกับหุ่นปลาวาฬ ที่เป็นประโยชน์ต่อการแสดงของเขามาก “พอผมได้เห็นปลาวาฬพวกนั้น” พินกายัคกล่าว “ผมก็รู้สึกสบายใจเป็นครั้งแรกต่อหน้ากล้อง เฟร็ด, วิลมาและแบมม์-แบมม์เหมือนปลาวาฬจริงๆ อย่างน่าทึ่งครับ”

การได้เห็นปลาวาฬเป็นครั้งแรกทำให้ทีมงานและนักแสดงทุกคนตื่นเต้นกันมาก เพราะหลายคนไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็นปลาวาฬอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ คราซินสกี้เล่าว่า “พอผมได้เห็นปลาวาฬ ผมก็ติดใจเลยครับ พวกมันถูกสร้างขึ้นอย่างยอดเยี่ยม เหมือนงานศิลปะ พวกมันกลายเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของหนังเรื่องนี้ครับ”

“ประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกับเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวที่ฉันเคยเจอคือใน E.T. ค่ะ” แบร์รี่มอร์กล่าวเสริม “ฉันสามารถทำงานกับสิ่งที่จับต้องได้ สิ่งที่ดูเหมือนของจริงที่ทำให้ฉันมีปฏิกิริยาเคมีและปฏิสัมพันธ์กับมัน ในแบบที่ไม่สามารถมีอะไรมาแทนที่ได้ คุณอยู่บนน้ำแข็ง ได้สัมผัสปลาวาฬพวกนี้ และมันก็ไม่ได้มีอะไรเสแสร้งเลย ฉันประทับใจมากเพราะพวกมันดูสวยเหลือเกินค่ะ”

เมื่อถึงเวลาถ่ายทำฉากที่เธอว่ายน้ำกับพวกมัน แบร์รี่มอร์ก็สวมชุดดำน้ำสคูบาและดำดิ่งลงไปใต้น้ำ ในวันที่ฝนตกปรอยๆ เธอได้ถ่ายทำฉากใต้น้ำในแทงค์แมวน้ำที่ศูนย์อลาสก้า ซีไลฟ์ เซ็นเตอร์ในซีวาร์ดที่อยู่ใกล้ๆ “ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าน้ำจะเย็นเฉียบได้ขนาดไหน” นักแสดงหญิงเล่า “พอคุณดำลงไปในน้ำที่อุณหภูมิลบ 40 องศา แม้ว่าคุณจะอยู่ในชุดสคูบา มันก็รู้สึกเหมือนมีมีดมาทุบหัวคุณ เหมือนสมองคุณแข็งไปเลย แต่ฉันก็อยากให้เคนสามารถใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานั้นให้ได้เพราะมันสำคัญต่อหนังเรื่องนี้ มันส่งพลังงานที่ต่างกันออกมาในตอนที่มันเป็นของจริงค่ะ”

การจำลองปี 1988 ขึ้นใหม่:โลเกชันและการออกแบบ

เมื่อได้ปลาวาฬมาประจำที่และสภาพอากาศเอื้ออำนวย การเลือกโลเกชันและการสร้างฉากก็เริ่มต้นขึ้นในแอนโชเรจ ส่วนแรกของการทำงานเกิดขึ้นในฉากเล็กๆ เช่นอพาร์ทเมนต์หรืออฟฟิศ ทำให้ทีมงานมีเวลามากขึ้นที่จะขัดเกลาลุคของทุ่งน้ำแข็งแบร์โรว์ ที่จะเป็นสถานที่ถ่ายทำช่วงสุดท้ายของการถ่ายทำ ถึงตอนนั้น อากาศที่เย็นกว่าและหิมะที่โปรยปรายจะเป็นสิ่งที่น่ายินดี

การถ่ายทำในอลาสก้า

ควาพิสเป็นผู้สนับสนุนการถ่ายทำในอลาสก้า รัฐที่ไม่ค่อยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์มากนัก ด้วยโครงการสนับสนุนที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ทำให้มันสามารถแข่งทางด้านการเงินกับสถานที่ที่เป็นที่รู้จักดีกว่าในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำ เช่นพื้นที่ทั่วทั้งแคนาดาและแปซิฟิค นอร์ธเวสต์ “Big Miracle อาจจะเป็นหนังสตูดิโอใหญ่เพียงเรื่องเดียวที่ถ่ายทำทั้งเรื่องในอลาสก้าครับ” ควาพิสเล่า “ในหลายๆ ระดับ เราทุกคนต่างก็รู้สึกเหมือนเรากำลังสำรวจดินแดนใหม่ ปกติแล้ว ผู้กำกับจะเลือกโลเกชันตามความงามทางกายภาพของมัน แต่ผมล็อบบี้ให้ได้ถ่ายทำในอลาสก้าด้วยอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคือผู้คนของที่นี่ มันเป็นเรื่องแปลกที่จะบอกเหตุผลกับทางยูนิเวอร์แซลว่า เราต้องไปอลาสก้าเพื่อที่ตัวประกอบจะได้ดูเหมาะกับเรื่อง แต่นี่เป็นสิ่งสำคัญต่อความน่าเชื่อของหนังเรื่องนี้อย่างมากครับ ใบหน้าบนหน้าจอจะต้องเป็นใบหน้าที่ใช่ คุณคงไม่เจอชาวอินูอิทแห่งอลาสก้าที่อื่นนอกเหนือจากในอลาสก้าหรอกนะครับ และใบหน้าของพวกเขาก็กลายเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของเรื่องด้วย”

วิสัยทัศน์ของผู้กำกับสอดคล้องไปกับทีมงานสร้าง ผู้สนับสนุนการตัดสินใจที่จะปักหลักถ่ายทำกันในเมืองแอนโชเรจ ชูการ์บอกว่า “สิ่งที่คุณได้จากการถ่ายทำในอลาสก้า แทนที่จะเป็นในแบ็คล็อทของสตูดิโอคือความรู้สึกของการอยู่ในอีกโลกหนึ่ง เคนสนับสนุนการถ่ายทำในอลาสก้าและเมืองแอนโชเรจแบบสุดตัว ซึ่งมันก็กลายเป็นสถานที่ที่วิเศษสุดสำหรับเรา”

ในขณะที่ทีมงานถ่ายทำไหนๆ ก็ตามต้องการจะสร้างสิ่งที่สมจริงเหมือนมีชีวิตทั้งนั้น การถ่ายทำในแบร์โรว์ ที่อยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปจากแอนโชเรจหลายร้อยไมล์ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แอนโชเรจ ซึ่งเป็นเมืองทันสมัยที่มีประชากร 300,000 คน ที่ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทางใต้ตอนกลางของอลาสก้า คือสิ่งที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า “แถบกล้วย” จากอุณหภูมิที่ค่อนข้างจะอบอุ่นของมัน ควาพิสอธิบายว่า “เมืองแบร์โรว์ไม่สามารถรองรับทีมงานถ่ายทำขนาดใหญ่ได้ มันก็เลยไม่เคยถูกพิจารณาเป็นทางเลือก และแน่นอนว่ามันหนาวจับใจเลย แอนโชเรจเลยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของเราครับ”

สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือการหาจุดที่เหมาะสมในการสร้างฉากแบร์โรว์ขึ้นมาในแอนโชเรจ เมืองที่ล้อมรอบไปด้วยหุบเขา โชคร้ายที่ไม่มีตัวเลือกมากนักเพราะมีสถานที่เพียงไม่กี่แห่ง ที่เราจะสามารถมองไปยังเส้นขอบฟ้าได้โดยไม่เห็นภูเขา หลังจากพิจารณาสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ไม่สามารถถ่ายทำได้ และอีกแห่งหนึ่งที่ขนส่งอุปกรณ์ไปไม่ได้ ทีมงานก็เลือกบริเวณที่ติดกับย่านดาวน์ทาวน์ของแอนโชเรจ ใกล้ๆ กับสันดอนโคลน โลเกชันแห่งนี้ทำให้พวกเขาได้ทำงานโดยมองเห็นเส้นขอบฟ้าบางส่วนโดยไม่มีอะไรบดบัง

สถานที่แห่งนั้น บนผืนดินทางรถไฟลงเนินใกล้ๆ กับดาวน์ทาวน์ที่ท่าเรือแอนโชเรจ ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ให้ทีมผู้สร้างสร้างทุ่งน้ำแข็งแบร์โรว์และบางส่วนของตัวเมืองขึ้นเท่านั้น แต่มันยังเป็นพื้นที่สำหรับจอดรถและเก็บอุปกรณ์อีกด้วย “เราต้องการวิวเปิดของน่านน้ำ และสถานที่ที่มีเส้นขอบฟ้าชัดเจนครับ” ผู้ออกแบบงานสร้าง เนลสัน โคเทสบอก “นอกจากนี้ เรายังต้องการพื้นที่สำหรับเจาะช่องหายใจให้กับปลาวาฬ ซึ่งด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย จะต้องอาศัยการก่อสร้างช่องล้อมรอบที่มีขนาดใหญ่กว่าเยอะขึ้นมาครับ”

เมื่อทีมงานเริ่มต้นขุดหลุมนั้น โคเทสและทีมงานก็พบบางสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือชิ้นส่วนจากเหตุแผ่นดินไหวแอนโชเรจปี 1964 ที่คุกคามทั้งเมือง “เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้ใช้พื้นที่นี้เป็นที่เก็บซากของหายนะที่เกิดขึ้นในปี 1964” ผู้ออกแบบกล่าว “เราพบของมากมาย เช่นที่นอน ถังน้ำมัน ไม้หมอนรถไฟ และทางรถไฟ และเราก็ต้องระวังที่ที่เราจะขุดเจาะน่ะครับ”

ฉากเพิ่มเติมและอิทธิพลจากคนท้องถิ่น

ความท้าทายสำหรับควาพิส, โคเทสและทีมงานคือการหาอุปกรณ์ทำข่าวในปี 1988 ที่มากพอ ไม่เพียงแต่สำหรับให้นักข่าวบนทุ่งน้ำแข็งได้ใช้เท่านั้น แต่เพื่อเติมฉากห้องรายงานข่าวในลอสแองเจลิส, นิวยอร์ก ซิตี้, แอนโชเรจและแบร์โรว์อีกด้วย “เราต้องหาเครื่องเล่นม้วนเทป 3 ¼ นิ้วแบบเก่า มิกเซอร์เสียงเก๋ากึ้กหรือแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีดไอบีเอ็ม ซีเล็คทริค” โคเทสเล่า “เราใช้ชั้นจากตึกธนาคารแอนโชเรจที่ว่างเปล่า เพื่อสร้างฉากสำหรับรายการ NBC Nightly News จากร็อคเฟลเลอร์ เซ็นเตอร์ในนิวยอร์ก ซิตี้ ขึ้นมา ที่มีทั้งโลโก้ คอนโซลและกล้องแบบเก่า แม้กระทั่งลิฟท์ก็ยังต้องถูกสร้างขึ้นมาใหม่ครับ”

ด้วยความที่แอนโชเรจไม่มีซาวน์สเตจ พื้นที่โกดังหลายแห่งจึงถูกใช้รองรับฉากเล็กๆ ที่จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องบรีฟของทำเนียบขาว, สตูดิโอข่าวลอสแองเจลิส, ภายในเรือตัดน้ำแข็งของโซเวียต, อพาร์ทเมนต์ของอดัมและ ฯลฯ โชคดีที่การได้เข้าถึงฐานทัพของทหารรักษาดินแดนท้องถิ่นทำให้ทีมงานได้ใช้โรงเก็บเครื่องบินและอุปกรณ์ของมัน ซึ่งรวมถึงเฮลิคอปเตอร์วินเทจที่หาได้ยาก

“เราต้องใช้เฮลิคอปเตอร์แปลกพิเศษที่เรียกว่าสกายเครนครับ” โคเทสอธิบาย “สกายเครนเป็นส่วนหนึ่งของยุทโธปกรณ์ของหน่วยรักษาดินแดนของอลาสก้า แต่พวกเขาไม่ใช้เฮลิคอปเตอร์พวกนี้อีกแล้ว โชคดีที่เราพบเฮลิคอปเตอร์ที่เคยถูกใช้ในปี 1988 ในการช่วยเหลือครั้งนั้น ที่ถูกส่งเข้ากองเศษเหล็ก เราทาสีตัวโครงเสียใหม่แล้วถ่ายทำในแบบที่ดูเหมือนมันจะยังคงบินได้จริงๆ น่ะครับ”

ด้วยความที่ชาวอลาสก้าจำนวนมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมแสดงในฐานะตัวประกอบ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ลึกซึ้งขึ้นจึงพัฒนาขึ้นระหว่างพวกเขา ทีมงานและทีมนักแสดง ชุดเผชิญอากาศหนาวหลายชุดที่พวกเขาใส่ในเรื่องถ้าไม่ถูกนำมาจากบ้าน ก็จะถูกตัดเย็บขึ้นโดยชาวอลาสก้า ท่ามกลางความแปลกใจของผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายเชย์ คันลิฟฟ์

“หลังจากได้พบกับชาวอลาสก้า ฉันก็เลือกบางคนมาเป็นช่างตัดเย็บของฉันค่ะ” คันลิฟฟ์บอก “พวกเขาตัดเย็บชุดทีมล่าปลาวาฬทั้งเซ็ทให้กับฉัน ฉันซื้อเฟอร์มากมายผ่านทางพวกเขาและได้เห็นพวกเขาตัดเย็บชุดพวกนี้และใช้ทุกชิ้นส่วนของเฟอร์และหนังของมัน วัฒนธรรมของพวกเขาไม่ได้ใช้อะไรไปอย่างเปล่าประโยชน์เลย พวกเขาสอนฉันให้ใช้เฟอร์ของวูล์ฟเวอรีนเพราะมันไม่เก็บกักความชื้นและชุดฤดูหนาวหลายชุดของพวกเขาก็ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผู้คนนำสิ่งที่วิเศษสุดมาให้เราจากบ้านของพวกเขาค่ะ”

นอกจากนี้ ทีมงานและนักแสดงยังได้ชมการแสดงระหว่างมื้ออาหารกลางวัน ที่จัดเตรียมโดยผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงตัวประกอบ เกรซ โอลรัน ที่มีแดนเซอร์และนักดนตรีชาวอลาสก้ามาร้องเพลงในภาษาของตัวเอง อีกด้วย

การมุ่งหน้าออกทะเล:สเปเชียล เอฟเฟ็กต์และวิชวล เอฟเฟ็กต์

การแปลงโฉมแอนโชเรจให้เป็นแบร์โรว์และการสร้างโลกของปลาวาฬที่ติดอยู่ในผืนน้ำแข็งจะต้องอาศัยความชำนาญด้านภาพวิชวลจากทีมงานของควาพิส และการสร้างลุคและความรู้สึกของงานฉบับสมบูรณ์ให้ได้ตามต้องการก็ต้องอาศัยฝีมือของทีมสเปเชียล เอฟเฟ็กต์และวิชวล เอฟเฟ็กต์มากความสามารถ

สเปเชียล เอฟเฟ็กต์แห่งอาร์คติค เซอร์เคิล

จอห์น คาซิน ผู้ประสานงานฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ ได้ช่วยดูแลงานก่อสร้างพื้นที่ที่ช่องหายใจของปลาวาฬจะถูกสร้างขึ้น เนื่องด้วยพวกเขาจะอยู่ใกล้กับชายฝั่ง พวกเขาจึงจะต้องวางรากฐานให้แข็งแรงและจะต้องมีการสูบน้ำออกจากพื้นดินก่อน “มันเป็นเรื่องลำบากสำหรับทีมงานก่อสร้างครับ” คาซินบอก “เราต้องสูบน้ำบาดาลออกทั้งหมด วางแทงค์น้ำลงไป เทคอนกรีตล้อมรอบ และติดตั้งระบบกรองน้ำเพื่อทำให้น้ำใสสะอาด ตามปกติแล้ว มันต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ แต่เราทำมันภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ มันเป็นเหมือนสระว่ายน้ำขนาด 125,000 แกลลอนเลยครับ”

รอบๆ ช่องหายใจคือตัวทุ่งน้ำแข็งเอง ซึ่งปกคลุมไปด้วยพื้นน้ำแข็งบางๆ ถาวร ซึ่งจะต้องมีการเติมอยู่บ่อยๆ เพราะอุณหภูมิที่อุ่นของฤดูใบไม้ร่วงในแอนโชเรจ “อุณหภูมิเฉลี่ยของแอนโชเรจในเดือนตุลาคมคือ 37 องศาครับ” โคเทสบอก “หมายความว่าเราไม่สามารถรักษาระดับน้ำแข็งที่เรามีเอาไว้ได้ เราก็เลยใช้วัสดุหลายอย่างเพื่อสร้างลุคน้ำแข็งที่มีอยู่ถาวรขึ้นมา เราใช้ฐานพลาสติกสีขาวเหมือนที่เจอในสนามฟุตบอล แล้วปกคลุมมันด้วยของอย่างเกลือทะเล พริกไทยป่นและน้ำแข็งป่น ด้วยความที่เราถ่ายทำอยู่หลายเดือน มันก็เลยสร้างลุคสีขาวโพลน ที่เราจะรักษาได้อย่างต่อเนื่องตลอดการถ่ายทำครับ”

นอกจากนี้ แผนกสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ของคาซินยังเป็นหัวหอกของการสร้างน้ำแข็งและหิมะจริงๆ ขึ้นระหว่างการถ่ายทำอีกด้วย ทุกวัน ทีมงานจะใช้รถบรรทุกสร้างน้ำแข็งขนาดมหึมา ที่จะพ่นบล็อกน้ำแข็งจำนวนมหาศาล ที่จะถูกป่นละเอียด ผ่านออกมาทางสายยางสู่ฉากทุ่งหิมะ “เรามีปัญหาในการหาบล็อกน้ำแข็งในแอนโชเรจครับ” ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์กล่าวกลั้วหัวเราะ “เราก็เลยต้องให้ทางแฟร์แบงค์ส่งมาให้เราจนกว่าผู้จัดจำหน่ายสินค้าของเราในแอนโชเรจจะเปลี่ยนเครื่องมือในโรงงานพวกเขาเสียใหม่จากการทำน้ำแข็งเกล็ดให้ทำบล็อกน้ำแข็ง มันแปลกมากที่เราต้องสร้างหิมะกันในอลาสก้าน่ะครับ!”

ขณะที่ปลาวาฬแหวกว่ายผ่านช่องหายใจไปสู่ท้องทะเลเปิด ช่องหนึ่งก็จะต้องถูกใช้แทนช่องอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันอีก การสร้างช่องขึ้นมาจำนวนมากจะต้องใช้เวลาหลายเดือน ทีมงานก็เลยคิดวิธีใหม่ขึ้นมาได้ “เราตัดสินใจที่จะสร้างฝาต่างขนาดขึ้นมาสำหรับช่องครับ” โคเทสกล่าว “ด้วยวิธีนี้ เราก็เลยสามารถใช้ช่องเดียวกันสำหรับทุกฉากได้ เพียงแค่เราใช้รูเปิดให้เล็กลง ด้วยความที่ทุ่งน้ำแข็งก็ยังเป็นเหมือนเดิม การทำแบบนี้ก็เลยสมเหตุสมผลและทำให้เราไม่ต้องปวดหัวในเรื่องของการก่อสร้างและมุมกล้องอีกครับ”

วิชวล เอฟเฟ็กต์แห่งแบร์โรว์, อลาสก้า

การถ่ายทำบนทุ่งน้ำแข็งจะต้องอาศัยเส้นขอบฟ้าที่ไร้สิ่งบดบัง ด้วยความที่พื้นที่ถ่ายทำเพียงแค่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มองเห็นเส้นขอบฟ้าอย่างชัดเจน ผ้าใบกันน้ำสีขาวและกรีนสกรีนจึงถูกวางไว้ทั่วทั้งกองถ่าย เพื่อให้สามารถเพิ่มภาพ CG เข้าไปภายหลังได้ มันทำให้เกิดภาพของทุ่งทุนดราสุดลูกหูลูกตาและทำให้กล้องของผู้กำกับภาพจอห์น เบลลีย์ เคลื่อนไหวได้อย่างหลากหลายขึ้น

ด้วยความที่แบร์โรว์มีเส้นขอบฟ้ายาว 50 ไมล์ จอห์น เฮลเลอร์ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์จึงจำเป็นต้องใช้ช็อตเพลทแบ็คกราวน์ที่อื่นมาสอดแทรกตลอดทั้งเรื่อง “เรานำข้อมูลกล้องเดียวกันและถ่ายทำภาพแบ็คกราวน์ในสถานที่ที่เหมือนกับแบร์โรว์ ที่จะเข้าคู่กันได้ดีน่ะครับ” เฮลเลอร์อธิบาย “เราใช้มันเป็นฐานแมตต์ และสร้างพื้นที่กว้างของสิ่งที่ดูเหมือนทุ่งทุนดราเปิดโล่งและมหาสมุทรเยือกแข็งของแบร์โรว์ขึ้นมาครับ”

นอกจากนั้น มันยังเป็นประโยชน์ในตอนถ่ายทำฉากที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้แทนย่านดาวน์ทาวน์ของแบร์โรว์ด้วย โคเทสได้สร้างอาคารและด้านนอกของอาคารเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งรวมถึงร้านอาหารและโรงแรม ซึ่งสามารถถูกถ่ายทำในหลายๆ แบบเพื่อสร้างภาพลวงตาของเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น

“เราตัดสินใจที่จะสร้างถนนแอ็กวิคหนึ่งบล็อกครึ่งขึ้นมาในย่านดาวน์ทาวน์แบร์โรว์ ช่วงปี 1988” โคเทสกล่าว “มันมีภายนอกของโรงแรมท็อป ออฟ เดอะ เวิลด์ เหมือนอย่างในสมัยนั้น ที่มีห้อง 42 ห้อง ถัดจากโรงแรม เราก็สร้างอามิโก้ส์ ร้านอาหารเม็กซิกันขึ้นมา เพื่อใช้แทนร้านเปเป้ส์ในแบร์โรว์ เราจำลองภาพว่ามันน่าจะมีลักษณะเป็นอย่างไรทั้งด้วยสไตล์และสีสันที่ใช้ อาคารหลายหลังในแบร์โรว์ถูกสร้างขึ้นก่อน แล้วนำมาสู่เมืองนี้บนเรือขนาดใหญ่ เพราะที่นี่ไม่มีไม้ แล้วคุณก็ไม่สามารถก่อสร้างอะไรได้ดีบนทุ่งทุนดราด้วย ดังนั้น อาคารหลายหลังของแบร์โรว์ก็เลยเป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นจากส่วนต่างๆ เราสร้างฉากทั้งหมดขึ้นมาบนมุม เพื่อที่เราจะสามารถถ่ายทำฉากไปพร้อมๆ กับการเห็นเส้นขอบฟ้าที่ไร้ที่สิ้นสุดได้ และทั้งหมดนี้ก็ห่างจากย่านดาวน์ทาวน์แอนโชเรจ ลงเขาไปแค่สองนาทีเท่านั้นเอง”

*

-กำหนดฉายวันที่ 7 มีนาคม โดยยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) | เว็บไซต์ Everybody Loves Whales

[เรื่องและรูปจาก ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์)]

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

©2009-2016 POPpaganda.net | Powered by WordPress | Developed by felizt