Reebonz AU/APAC

MOVIES

Dr.Seuss’ The Lorax คุณปู่โลแรกซ์ มหัศจรรย์ป่าสีรุ้ง

March 8, 2012

LINE it!

dr_seuss_the_lorax_poster

แอนิเมชั่นใหม่ล่าสุดในระบบ 3D-CGI ดัดแปลงมาจากนิทานคลาสสิคของดร.ซูส การผจญภัยของเด็กหนุ่มที่ออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่จะช่วยให้เขาสามารถเอาชนะใจสาวน้อยที่เขาหลงรัก

ทีมพากย์

แดนนี เดอวีโต้ (Danny DeVito) พากย์เสียง  เดอะ โลแรกซ์

ให้เสียงพากย์ไทยโดย  ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม

แซค เอฟรอน (Zac Efron) รับบท  เท็ด

ให้เสียงพากย์ไทยโดย  อเล็กซ์ เรนเดลล์

เทย์เลอร์ สวิฟท์ (Taylor Swift) พากย์เสียง  ออเดรย์

ให้เสียงพากย์ไทยโดย  เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ

*ร้องเพลงประกอบโดย  คิว วงฟลัวร์ สุวีระ บุญรอด

เอ็ด เฮล์มส์ (Ed Helms) พากย์เสียง  เดอะ วันซ์-เลอร์

ร็อบ ริกเกิ้ล (Rob Riggle) พากย์เสียง  มิสเตอร์โอ’แฮร์

เจนนี สเลท (Jenny Slate) พากย์เสียง  แม่ของเท็ด

เบ็ตตี้ ไวท์ (Betty White) รับบท  แกรมมี นอร์มา

ทีมผู้สร้าง

คริส เรโนต์ (Chris Renaud) –ผู้กำกับ

คริส เมเลแดนดรี (Chris Meledandri)—ผู้อำนวยการสร้าง

เจเน็ต ฮีลลี (Janet Healy)—ผู้อำนวยการสร้าง

dr_seuss_the_lorax_01dr_seuss_the_lorax_02dr_seuss_the_lorax_03dr_seuss_the_lorax_04dr_seuss_the_lorax_05dr_seuss_the_lorax_06dr_seuss_the_lorax_07dr_seuss_the_lorax_08dr_seuss_the_lorax_09

ข้อมูลงานสร้าง

จากผู้สร้าง Despicable Me และจินตนาการของดร.ซุส ภาพยนตร์ที่เป็นที่จับตามอง ภาพยนตร์ 3D CG ที่สร้างขึ้นจากตำนานคลาสสิกของผู้พิทักษ์ป่า ผู้ถ่ายทอดพลังแห่งความหวังที่ไม่เคยเหือดแห้ง อนิเมชันผจญภัยเรื่องนี้ติดตามการเดินทางของเด็กชายวัย 12 ขวบที่ออกตามหาต้นทรัฟฟูลาจริงๆ ซึ่งจะทำให้เขาเอาชนะใจสาวในฝันของเขาได้ ในการตามหาต้นทรัฟฟูลาให้พบ เขาจะต้องตามหาเรื่องราวของโลแรกซ์ ตัวละครหยาบกระด้างแต่ก็น่ารัก ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้องโลกของเขาเอาไว้

Dr. Seuss’ The Lorax เป็นการผจญภัยที่ทั้งขบขันและสะเทือนอารมณ์ ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของสมดุลระหว่างธรรมชาติและความก้าวหน้า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่โลแรกซ์ ตัวละครน่ารักน่าขบขัน ผู้พยายามคุ้มครองต้นไม้และสิงสาราสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่า หลังจากที่วันซ์-เลอร์ตัดต้นไม้ โลแรกซ์ก็โผล่ออกมาอย่างโกรธเคืองจากตอไม้ พร้อมคำเตือนเด็ดขาดสำหรับนักธุรกิจหนุ่ม

ภูมิประเทศที่เขียวขจีของทรัฟฟูลา วัลลีย์เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์หลากหลายชนิด ตั้งแต่สโวมีสวอนไปถึงปลาฮัมมิง และที่น่ารักที่สุดก็คือสิ่งมีชีวิตเหมือนหมีที่เป็นที่รู้จักในชื่อของบาร์บาลูทส์ ที่เดินอุ้ยอ้ายไปมาท่ามกลางป่าทรัฟฟูลา

หน้าที่ของโลแรกซ์ในฐานะผู้พิทักษ์ป่าถูกท้าทายเมื่อวันซ์-เลอร์ เด็กหนุ่มผู้ทะเยอทะยาน โค่นต้นทรัฟฟูลาลงและขู่ที่จะตัดต้นไม้เพิ่มเพื่อขยายแผนธุรกิจของตัวเอง ด้วยความโกรธแค้นจากการกระทำทารุณต่อธรรมชาตินี้ โลแรกซ์วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของวันซ์-เลอร์อย่างรุนแรง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกัน ทั้งคู่ก็เข้ากันไม่ได้เสียแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็มุ่งมั่นที่จะกำจัดกันและกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็เริ่มชื่นชมอีกฝ่าย หากแต่ท้ายที่สุด โลแรกซ์ก็ไม่สามารถต้านทานความโลภและความทะเยอทะยานที่เริ่มครอบงำวันซ์-เลอร์ ผู้ไม่ยอมให้อะไรมาหยุดยั้งแผนการที่จะสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง แม้ว่ามันจะหมายถึงการโค่นต้นไม้ทุกต้นและทำลายหุบเขาแห่งนี้ก็ตามที

หลายปีให้หลัง ในโลกที่ปราศจากต้นไม้ เท็ดย่างเท้าออกไปนอกพรมแดนของเมืองอุตสาหกรรมธนี้ดวิลล์ของเขา เพื่อออกตามหาวันซ์-เลอร์ เพื่อเรียนรู้ว่าเขาจะนำต้นไม้กลับมาให้กับออเดรย์ สาวในฝันของเขาได้อย่างไร

แม้ว่าจะลังเลในตอนแรก วันซ์-เลอร์มองเห็นอะไรบางอย่างในตัวเท็ดที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาบอกเล่าเรื่องราวการพบกันระหว่างเขากับโลแรกซ์ ซึ่งก็เป็นแรงบันดาลใจให้เท็ดออกปฏิบัติภารกิจในการฟื้นฟูสมดุลสู่ธนี้ดวิลล์ด้วยการนำต้นทรัฟฟูลากลับสู่ทั้งเมือง

ก่อนงานสร้าง

หนังสือโปรดของเขา: ดร.ซุสและ The Lorax

ธีโอดอร์ “ดร.ซุส” จีเซล หนึ่งในนักเขียนหนังสือสำหรับเด็กเบสต์เซลเลอร์ตลอดกาล ได้เขียนหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ใน 95 ประเทศ และ 17 ภาษา ไอคอนชาวอเมริกัน ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกผู้นี้ ได้ประสบความสำเร็จชนิดไม่มีใครเทียบด้วยยอดขายหนังสือกว่าห้าร้อยล้านเล่มทั่วโลก

แต่เขาไม่ได้เริ่มต้นการทำงานเป็นนักเขียนหนังสือสำหรับเด็กที่เป็นที่รู้จักในนามของดร.ซุสหรอก ในช่วงเริ่มแรก เขาทำงานเป็นนักวาดภาพโฆษณาและนักเขียนการ์ตูนการเมือง ดร.ซุสได้อธิบายถึงความสำคัญที่เขาได้พบจากการเขียนเรื่องสำหรับเยาวชน (ในบทความที่ตีพิมพ์ในปี 1960) ว่า “การอ่านและการคิดของเยาวชนเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศนี้รุ่ง หรือไม่รุ่งก็ได้ ในยุคสมัยของความตึงเครียดและความสับสน นักเขียนเริ่มตระหนักว่าหนังสือสำหรับเด็กมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่สำหรับความดีหรือความชั่วมากกว่าวรรณกรรมรูปแบบอื่นๆ ในโลกนี้”

ในเดือนกันยายน ปี 1970 ด้วยความหวังที่จะบรรเทาอาการความคิดตันของสามีเธอและหันเหความขุ่นเคืองที่เขามีต่อการบริโภคเกินขนาดที่เขาพบในชุมชนตัวเอง ออเดรย์ จีเซลเสนอแนะให้พวกเขาเดินทางไปแอฟริกาตะวันออก ในการเดินทางครั้งนี้ หลังจากได้ดูฝูงช้างเดินข้ามภูเขาในเซเรนเกติ เขาได้พบแรงบันดาลใจที่จะเขียน The Lorax ขึ้นมา ซุสได้เขียน 90% ของหนังสือเรื่องนั้นในบ่ายวันนั้น บนกระดาษแผ่นเดียวที่เขาหยิบฉวยได้จากตอนนั้น ซึ่งก็คือลิสต์สิ่งที่ต้องทำ

งานเขียนของซุสมีความเชื่อมโยงอย่างแยกกันไม่ออกกับภาพอาร์ตเวิร์คของเขา และป่าไม้ในเซเรนเกติก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับต้นทรัฟฟูลา ที่มีขนเป็นผ้าไหม เป็นครั้งแรกในหนังสือของเขาที่ซุสเปลี่ยนการใช้สีสันใน The Lorax จากสีสันพื้นฐานไปเป็นลุคที่มีสีม่วงซีด สีม่วงเข้ม สีม่วงหรือแม้แต่สีเขียวเทา ซุสกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสีสันนี้เกิดจากการสนับสนุนของภรรยาของเขา และเพื่ออุทิศให้กับแรงบันดาลใจของเธอ เขาก็เลยอุทิศ The Lorax ให้กับออเดรย์และลาร์คกับลีอา ลูกสาวสองคนของเธอ

ในตอนที่มันถูกตีพิมพ์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1971 The Lorax เป็นสิ่งที่ล้ำเกินยุคสมัย ในตอนที่การเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมมีการตื่นตัวขึ้นในสิบปีให้หลัง ความนิยมของ The Lorax ก็พุ่งสูงขึ้นด้วย ตอนนี้ ผู้อ่านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็มองเห็นตัวเองในเรื่องราวของเด็กผู้ชายที่ตามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับป่าไม้

The Lorax กลายเป็นเรื่องเล่าประจำเวลาเล่านิทาน ที่สอนและสนับสนุนให้เด็กๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขาเอง ที่สำคัญ The Lorax ได้ถูกบรรจุอยู่ใน “ท็อป 20 ลิสต์หนังสือสำหรับเด็กตลอดกาลของผู้ให้การศึกษา” ในบรรดากว่า 40 ผลงานที่เขาได้รังสรรค์ขึ้นก่อนที่เขาจะจากไปในปี 1991 ดร.ซุสประกาศว่า The Lorax เป็นผลงานที่เขาโปรดปรานที่สุด

เกี่ยวกับงานสร้าง

จากหน้ากระดาษสู่หน้าจอ:The Lorax กลับมาแล้ว

ความสัมพันธ์ระหว่างเมเลแดนดรีและออเดรย์ จีเซลที่เกิดขึ้นระหว่าง  Dr. Seuss’ Horton Hears a Who! นำไปสู่การตัดสินใจสร้าง  Dr. Seuss’ The Lorax เมเลแดนดรีเล่าที่มาว่า “จุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่จะสร้าง The Lorax หลังจาก Horton Hears a Who! มาจากออเดรย์ จีเซลครับ เราคุยกันว่าเราอยากจะสร้างหนังด้วยกันอีกเรื่อง และเธอก็มาบอกผมว่า ‘นี่เป็นเรื่องที่ฉันอยากจะทำ’ เธออธิบายว่ามันเป็นหนังสือเล่มโปรดของเท็ด จีเซล และมันก็ถูกอุทิศให้กับเธอ เธอรู้สึกถึงความรักยิ่งใหญ่ที่มีต่อหนังสือเรื่องนี้ รวมถึงความเข้าถึงได้ของเรื่องราวนี้อีกด้วยครับ”

เขาพิจารณาถึงน้ำหนักและความจริงจังของการดัดแปลงหนังสือที่มีประวัติและข้อคิดที่สำคัญเช่นนี้อย่างรอบคอบ เขาอธิบายว่า “ผมนั่งอยู่กับหนังสือเรื่องนี้ซักพัก แล้วผมก็ให้คู่หูผมที่อิลลูมิเนชันอ่าน สำหรับผลงานทุกชิ้นของซุส สิ่งสำคัญคือการหาวิธีการบอกเล่าเรื่องราวในแบบที่ยกย่องชิ้นงานสำคัญที่เขาได้สร้างขึ้น เราใช้เวลาหกเดือนในการตัดสินใจว่าเราจะสามารถทำเรื่องนั้นได้สำเร็จหรือไม่”

Dr. Seuss’ The Lorax เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สี่ที่เมเลแดนดรีได้สร้างร่วมกับมือเขียนบท/ผู้ควบคุมงานสร้าง ซินโก้ พอลและเคน ดูริโอ คู่หูมือเขียนบทคู่นี้เคยร่วมงานกับเขามาก่อนในภาพยนตร์โดยยูนิเวอร์แซล Despicable Me และ Hop แต่โปรเจ็กต์แรกของพวกเขากับเมเลแดนดรีคือภาพยนตร์โดยฟ็อกซ์เรื่อง Dr. Seuss’ Horton Hears a Who! พวกเขามีความคุ้นเคยและความเข้าใจในโลกของซุสและวิธีการนำมันขึ้นสู่จอเงินอย่างประสบความสำเร็จ

ในขณะที่ความรับผิดชอบในการยกย่องศิลปินพรสวรรค์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ โอกาสในการสร้างโลกภาพยนตร์สีสันสดใสและเปี่ยมด้วยจินตนาการก็เช่นเดียวกัน เมเลแดนดรีกล่าวว่า “ดร.ซุสเป็นหนึ่งในคนที่มีจินตนาการบรรเจิดที่สุดที่มีชีวิตและทำงานอยู่ในศตวรรษที่ 20 โลกของเขามีความรู้สึกของความสนุกสนาน ความขี้เล่นและตัวละครของเขาก็มีเสน่ห์ เขาเขียนเรื่องราวที่สนุกสนานพวกนี้ แต่ภายในนั้นคือไอเดียและธีมที่เป็นอมตะจริงๆ ครับ”

ผู้ที่กลับมาร่วมงานกับอิลลูมิเนชันอีกครั้งคือผู้กำกับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ Despicable Me ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ คริส เรโนต์ เมื่อถูกถามถึงอิทธิพลที่ดร.ซุสมีต่อชีวิตเขา เรโนต์ตอบว่า “เขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมตั้งแต่ผมยังเล็ก เรื่องราวของเขา โดยเฉพาะ The Lorax เป็นเรื่องที่ผมเล่าต่อให้กับลูกๆ ของผมเอง เขาสอนให้เราตระหนักถึงโลกที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราและสอนเราว่าแต่ละคนสามารถสร้างความแตกต่างได้ นั่นเป็นสิ่งที่ติดตรึงในใจคุณครับ ถ้าเราซึมซับบทเรียนพวกนี้ตั้งแต่ตอนเด็กๆ คุณก็จะเก็บมันไว้ในใจตลอดชีวิต”

The Lorax เป็นเรื่องราวโด่งดัง ที่เป็นที่รัก ซึ่งเป็นวรรณกรรมในดวงใจสำหรับผู้อ่านรุ่นเยาว์จำนวนมาก ในการสร้างภาพยนตร์ที่จะดึงผู้ชมเข้าสู่เรื่องราวนี้มากขึ้น ทีมงานจะต้องสร้างตัวละครจากหน้ากระดาษและสร้างโลกที่สมบูรณ์ขึ้นมา พวกเขาไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเขียนเรื่องราวนี้ขึ้นใหม่ แต่เป็นการเติมเต็มสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่หนังสือจะเริ่มต้นขึ้นและหลังจากที่มันสิ้นสุดลง

การเติมเต็มช่องว่างเหล่านี้ไม่ใช่ความท้าทายเล็กๆ เลย ผู้กำกับเล่าว่า “คุณอยากจะซื่อตรงต่อเรื่องราวและให้เกียรติมัน แต่คุณก็ต้องขยายมัน ให้มันเป็นสิ่งที่จะเวิร์คในหนัง 90 นาที ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างมากจากหนังสือสำหรับเด็ก คุณไม่เพียงแต่ต้องตัดสินใจนำภาพและคำพูดโด่งดังเหล่านี้มาสร้างให้กลายเป็นหนัง แต่คุณยังต้องตัดสินใจด้วยว่าจะขยายโลกของหนังสือเรื่องนี้ได้อย่างไร” โชคดีที่ซุสได้มอบจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมให้กับพวกเขา “ในตอนที่วันซ์-เลอร์ขว้างเมล็ดพันธุ์ให้กับเท็ด มันดูเหมือนจะเป็นตอนที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับการขยายเรื่องราวและคิดหาคำตอบว่า โลกตรงนั้นจะเป็นอย่างไร…นอกเหนือไปจากการบอกเล่าเรื่องราวของโลแรกซ์และวันซ์-เลอร์ในอดีตในหนังสือน่ะครับ”

ด้วยความที่ The Lorax เป็นที่รักมากเหลือเกิน การใส่ใจในรายละเอียดของการดัดแปลงภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เรโนต์เล่าว่า “เรารู้ว่าโลแรกซ์มีหน้าตายังไง เราต้องดัดแปลงเขาให้เขากลายเป็นตัวละครสามมิติ แต่เราก็มีโครงสร้างพื้นฐาน และเราก็ต่อยอดจากตรงนั้นครับ” สำหรับการขยายส่วนอื่นๆ ผู้กำกับได้ต่อยอดจากธนี้ดวิลล์ในจินตนาการของดูริโอและพอล และพบแรงบันดาลใจด้านภาพวิชวลจากรายละเอียดเล็กน้อยทึ่สุดของเมืองที่ปรากฏในหนังสือ เขากล่าวว่า “มีภาพเล็กๆ ของเมืองของเท็ดในมุมหน้าแรกของหนังสือ เราใช้มันเป็นแรงบันดาลใจสำหรับธนี้ดวิลล์ของเราครับ”

ทรัฟฟูลา วัลลีย์สู่ธนี้ดวิลล์:ใครเป็นใครในโลกของซุส

จากพีนัทขนฟูตัวยักษ์และนักธุรกิจผู้ทะเยอทะยานไปจนถึงเด็กชายตาโตวัย 12 ขวบและเด็กสาวในฝันของเขา โลกของทรัฟฟูลา วัลลีย์และธนี้ดวิลล์หนาแน่นไปด้วยผู้คนและสิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบ ด้านล่างต่อไปนี้จะเป็นคู่มือแนะนำว่าใครเป็นใครและอะไรคืออะไร

  • โลแรกซ์ (แดนนี เดอวีโต้) เป็นผู้พิทักษ์ป่า ที่พูดแทนต้นไม้ทั้งหลาย เขาตัวเตี้ย เสียงดัง เจ้ากี้เจ้าการและอารมณ์ร้าย (ภายในร่างอ้วนกลมน่ารัก) หน้าที่ในการเป็นผู้พิทักษ์ของเขาถูกทดสอบเมื่อวันซ์-เลอร์ตัดต้นทรัฟฟูลาและขู่ที่จะตัดต้นไม้เพิ่มเพื่อทำตามแผนธุรกิจของตัวเอง โลแรกซ์พยายามบังคับให้วันซ-เลอร์ออกจากทรัฟฟูลา วัลลีย์และเตือนวันซ์-เลอร์ว่า ถ้าเขารบกวนธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะตอบโต้กลับ
  • เราได้พบกับวันซ์-เลอร์ (เอ็ด เฮล์มส์) ครั้งแรกในฐานะชายชราผู้ผิดหวัง ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมโทรมๆ (เลอร์คิม) นอกเมืองธนี้ดวิลล์ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถเล่าให้เท็ดฟังเกี่ยวกับโลแรกซ์ ต้นไม้จริงๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกมัน เราย้อนกลับไปเห็นวันซ์-เลอร์ สมัยหนุ่ม ผู้พาเมลวิน ลาของเขา ย้ายไปทรัฟฟูลา วัลลีย์ ด้วยความหวังที่จะสร้างตัว หลังจากได้เจอกับโลแรกซ์โดยไม่คาดฝัน วันซ์-เลอร์สัญญาว่าเขาจะไม่ตัดต้นไม้อีกแล้ว แต่เมื่อเสียงเย้ายวนของความโลภและความสำเร็จครอบงำเขา เขาก็ทำผิดสัญญา และตัดต้นไม้จนเกลี้ยงในท้ายที่สุด วันซ์-เลอร์ชราอธิบายกับเท็ดว่า ครั้งหนึ่ง ต้นไม้จริงเคยขึ้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง จนกระทั่งเขาตัดต้นไม้พวกนั้นเพื่อสร้างธนี้ดส์ (ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คนนับล้านใช้)
  • เท็ด วิกกินส์ (แซค เอฟรอน) เด็กชายผู้กระตือรือร้น ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะตามหาต้นไม้ที่มีชีวิตเพื่อชนะใจออเดรย์ เด็กสาวที่เขาแอบรัก ในการตามหาต้นไม้ เขาต้องเรียนรู้เรื่องราวของโลแรกซ์ สิ่งมีชีวิตขี้หงุดหงิดแต่น่ารัก ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้องโลกของเขา เท็ดตระหนักว่าการเอาชนะใจออเดรย์และชะตากรรมของธนี้ดวิลล์ขึ้นอยู่กับการเดินทางเพื่อตามหาต้นไม้ของเขา
  • ออเดรย์ (เทย์เลอร์ สวิฟท์) เป็นเพื่อนบ้านของเท็ด ผู้ใฝ่ฝันจะเห็นต้นไม้จริงๆ เธอเป็นเด็กสาวผู้รักอิสระเสรี และมีความรักลึกซึ้งให้กับโลกรอบตัวเธอ และได้วาดรูปอนุสาวรีย์ป่าทรัฟฟูลา สถานที่ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เธอแกล้งเชื่อเมื่อเท็ดจงใจ “ลืม” ของไว้ที่สวนหลังบ้านของเธอ เธอขบขันกับเขา เพราะเขาหลงรักเธออย่างเห็นได้ชัด
  • อลอยเซียส โอ‘ แฮร์ (ร็อบ ริกเกิ้ล) โอ’แฮร์เป็นวายร้ายผู้ยิ่งใหญ่ แต่สูงเพียงแค่ต้นขาเท่านั้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาร่ำรวยจากการขายอากาศบริสุทธิ์อัดขวดให้กับชาวเมืองธนี้ดวิลล์ โรงงานของเขาทำให้อากาศเสีย ซึ่งก็ช่วยให้ธุรกิจของเขาบูมยิ่งขึ้น เขาบริหารอาณาจักรของตัวเองจากเรือเหาะที่ลอยอยู่เหนือเมือง และมีมูนนีย์และแม็คเกิร์ค ลูกสมุนร่างใหญ่ของเขาคอยติดสอยห้อยตามอยู่เสมอ เขาจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างถ้าป่าไม้ถูกฟื้นฟูและอากาศบริสุทธิ์กลายเป็นสิ่งที่ไม่ต้องเสียเงินอีกครั้ง
  • แม้ว่าจะอายุเยอะแล้ว แต่แกรมมี นอร์มา (เบ็ตตี้ ไวท์) ก็ยังเต็มไปด้วยพลังงานและชีวิตชีวา เธอยังคงจำได้ถึงช่วงเวลาที่โลกใบนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ และเธอก็มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเท็ด หลานชายของเธอในแผนการที่จะนำสมดุลกลับคืนสู่ธนี้ดวิลล์อีกครั้ง แกรมมี นอร์มาสนับสนุนให้เท็ดตามหาเดอะ วันซ์-เลอร์ เพราะมีแต่เขาเท่านั้นที่สามารถเล่าให้เท็ดฟังถึงเรื่องราวของโลแรกซ์และป่าไม้ได้
  • แม่ของเท็ด (เจนนี สเลท) เป็นชาวเมืองธนี้ดวิลล์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ตอบรับความสะดวกสบายของโลกที่สนุกสนานแต่เป็นของปลอมของเธออย่างเต็มตัว เธองุนงงกับพฤติกรรมแปลกประหลาดของแม่เธอ แกรมมี นอร์มา และลูกชายของเธอ เท็ด และจับตามองพวกเขาทั้งคู่ แต่เมื่อครอบครัวของเธอถูกคุกคาม เธอก็ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพวกเขาไว้
  • บาร์บาลูทส์ สิ่งมีชีวิตน่ารักเหมือนหมี ที่ใช้ชีวิตอยู่เพื่อเดินอุ้ยอ้ายในป่าทรัฟฟูลา เล่นเกมและกินผลไม้หอมหวาน พวกมันอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักที่สุดในทรัฟฟูลา วัลลีย์ก็เป็นได้ ลูเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุด ส่วนพิพส์ควี้คมีอายุน้อยที่สุดในฝูง พิพส์ควี้คชื่นชอบอยู่สองสิ่ง นั่นคือมาร์ชเมลโลว์และการนอนน้ำลายยืด
  • สโวมีสวอน ที่บินข้ามหุบเขาทรัฟฟูลา วัลลีย์ อาจจะเป็นที่รู้จักจากคอที่สง่างามและหน้าอกที่งดงามของพวกมัน พวกมันสร้างรังทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่บนโคมไฟไปจนถึงชามบนโต๊ะ บิล ตาเหล่ เป็นตัวที่อายุน้อยที่สุดในฝูงและมันก็ทั้งตลกและน่ารักด้วย
  • คุณอาจจะได้ยินเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ ฮัมมิงฟิช มาแต่ไกล ฟินน์และกิลชื่นชอบแพนเค้กเบอร์รีทรัฟฟูลาพอๆ กับการเปลี่ยนแก้วเครื่องดื่มของวันซ์-เลอร์ให้เป็นอ่างจาคุซซี แต่ถ้าคุณไปทำให้สระของพวกมันตื้นเขินด้วยชล็อปเหนียวหนืดล่ะก็ คุณจะต้องเจอกับความโกรธของโลแรกซ์

การเฉลิมฉลองและแรงบันดาลใจ:สไตล์วิชวลของ Dr.Seuss’ The Lorax

ด้วยความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่เมเลแดนดรี, พอลและดูริโอ สร้างขึ้นกับครอบครัวซุส ระหว่างงานสร้าง Dr. Seuss’ Horton Hears a Who! ทีมผู้สร้างจึงเข้าใจดีถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในผลงานของนักเขียนผู้นี้ สำหรับตัวละครและซีนใหม่ๆ ที่ปรากฏใน Dr. Seuss’ The Lorax ทีมงานและเรโนต์ได้ยืนยันถึงหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งว่า ให้ติดตามจิตวิญญาณของหนังสือ พล็อต ตัวละครและฉากที่เพิ่มเข้ามาจะต้องมีคุณสมบัติแบบซุส ที่สอดคล้องไปกับโลกที่จีเซลจินตนาการขึ้นมา

นอกเหนือจากการซื่อตรงต่อภาพจริงๆ จากหนังสือ มันยังมีองค์ประกอบเล็กๆ แต่สำคัญบางอย่างที่จีเซลใช้เป็นครั้งแรกใน Dr. Seuss’ The Lorax ด้วย เขาหันเหจากสีสันที่เขาใช้ตามปกติและเลือกใช้สีเพื่อเน้นย้ำถึงอสมดุลในโลกที่ไร้ต้นไม้ เมเลแดนดรีกล่าวว่า “ขณะที่เราเนรมิตชีวิตให้กับเรื่องราวใหม่ เราก็เนรมิตชีวิตให้กับแบบดีไซน์ใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน ดีไซเนอร์ของเราตระหนักดีถึงสไตล์ของเท็ด ดังนั้น มันก็เลยมีความต่อเนื่องอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น เท็ดได้ทำสิ่งที่น่าสนใจในหนังสือเรื่องนี้ด้วยสี เขาถอยห่างจากสีสันที่ค่อนข้างเรียบง่ายในผลงานเรื่องก่อน และเขาก็ใช้สีใหม่ๆ ที่เซอร์ไพรส์บรรณาธิการของเขา จริงๆ แล้ ออเดรย์เป็นคนแนะนำสีสันพวกนั้น และมันก็จะโดดเด่นเป็นพิเศษในตอนที่คุณไปถึงตอนที่เขาบรรยายถึงท้องฟ้า มันมีสีม่วงเข้มและสีฟ้าหลากหลายเฉด ที่เขาผสมผสานเพื่อสร้างสิ่งที่เป็นท้องฟ้าที่ดำทะมึนมากๆ ครับ”

ผู้ออกแบบงานสร้างแยร์โรว์ เชนีย์ ผู้สร้างโลกที่ซับซ้อนใน Despicable Me กลับมาอีกครั้งเพื่อทำงานใน Dr. Seuss’ The Lorax เขาอธิบายถึงการเลือกสีสันของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “แผนการของเราคือการทำความคุ้นเคยกับหนังสือเรื่องนี้และสีสัน รูปทรงและตัวละครของมัน เพื่อพยายามทำความเข้าใจว่าโลกใบนี้ที่ดร.ซุสสร้างขึ้นมีความพิเศษอย่างไรน่ะครับ”

ธนี้ดวิลล์

เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อมีหนังสือเป็นต้นฉบับแล้ว ทีมงานก็อยากให้เรื่องราวที่ถูกนำขึ้นจอเงินเป็นโลกที่สว่างไสวและมีสีสันสดใส แต่ก็เป็นโลกที่ถ่ายทอดโทนและผลลัพธ์ร้ายแรงที่เกิดจากการกระทำของวันซ์-เลอร์ด้วย ในขณะที่หนังสือเรื่องนี้ล้วงลึกถึงโลกสีสันเดียวที่งดงามในอดีตของวันซ์-เลอร์ในวัยหนุ่ม และพื้นที่เสื่อมโทรมที่วันซ์-เลอร์สร้างขึ้นหลังจากเขาตัดต้นทรัฟฟูลาจนเกลี้ยง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ขยายธนี้ดวิลล์ขึ้น และสร้างโลกทันสมัยที่สนุกสนานขึ้นมา

ธนี้ดวิลล์ไม่ใช่สถานที่ที่เลวร้ายสำหรับเท็ด แม่ของเขา ออเดรย์ แกรมมี นอร์มาและชาวเมืองคนอื่นๆ เลย เรโนต์กล่าวว่า “เราคิดไอเดียว่าธนี้ดวิลล์จะต้องเป็นเมืองที่ผู้ชมเข้าถึงได้มากหน่อย มันเป็นเหมือนเวกัส ดิสนีย์แลนด์หรืออาบู ดาบี เรามองเห็นตัวเราในนั้นนิดๆ และมันก็สนุกดีครับ มันมีพุ่มไม้เป่าลม มีดอกไม้และต้นไม้จักรกล มันเป็นสถานที่ที่ไม่มีธรรมชาติจริงๆ ทุกคนดูเหมือนจะมีความสุข และพวกเขาก็มีทุกอย่างที่ต้องการ ทั้งรถคันใหญ่ หุ่นยนต์และเครื่องมือจักรกลอื่นๆ แต่ก็มีการตั้งคำถามถึงความยั่งยืน แม้ว่าของพวกนี้จะสนุกและดีเยี่ยม แต่มันเป็นสมดุลกับโลกที่กว้างใหญ่รึเปล่า แล้วเราจะรักษาสมดุลนั้นอย่างไรน่ะครับ”

ธนี้ดวิลล์ ที่เห็นเป็นเพียงภาพเล็กๆ ในหน้าเปิดของหนังสือเรื่องนี้ กลายเป็นฉากที่มีขนาดใหญ่กว่าในภาพยนตร์ ผู้กำกับกล่าวว่า “ธนี้ดวิลล์เป็นหนึ่งในส่วนที่เราเพิ่มเติมเข้ามามากที่สุดในเรื่อง มันเต็มไปด้วยแบบดีไซน์ และเป็นสถานที่สังเคราะห์ที่ซับซ้อนและสีสันสดใสเหลือเกิน แบบดีไซน์ของมันเป็นสิ่งสำคัญมากในการสนับสนุนเรื่องราวและการเปลี่ยนแปลงที่โลกใบนี้ต้องพบเจอน่ะครับ”

การเดินทางของเท็ดเริ่มต้นขึ้นทันทีที่เขาย่างเท้าออกจากธนี้ดวิลล์และค้นพบโลกแร้นแค้นที่อยู่เบื้องหลัง ขณะที่เขาเดินทางอย่างยากลำบากไปยังเลอร์คิม (และท้องถนนของลิฟท์เท็ด โลแรกซ์) เขาก็ตระหนักว่าสิ่งที่แกรมมี นอร์มาบอกเขาเป็นความจริงทุกอย่าง มีอีกโลกหนึ่งที่อยู่นอกเหนือเขตแดนของเมืองที่เพอร์เฟ็กต์ของเขา เชนีย์เล่าว่า “ในตอนที่เราแนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักกับโลกที่แท้จริงเบื้องหลังกำแพงนั้น สีสันทั้งหมดก็จะถูกดึงออกจากโลกใบนั้น เรามีสีฟ้าใสและสีม่วงเข้ม…แล้วมันก็จะเข้มขึ้น มืดขึ้น แต่เมื่อผู้ชมได้เห็นทรัฟฟูลา วัลลีย์ มันจะเป็นสถานที่สวยๆ ที่มีสีเขียวและท้องฟ้าสีฟ้าใสครับ”

ทรัฟฟูลา วัลลีย์

The Lorax เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีสำหรับทีมออกแบบในเรื่องทรัฟฟูลา วัลลีย์ พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากสีสัน รูปทรงและสัตว์ทุกชนิด รวมถึงต้นทรัฟฟูลาและหุบเขาเขียวขจีในเรื่องได้ ความท้าทายชิ้นใหญ่ของพวกเขาคือการนำสิ่งที่เป็น 2D ไปทำให้เป็นโลก 3D ที่คนสามารถเดินไปมา ดมกลิ่นดอกไม้และวิ่งเล่นท่ามกลางฝูงบาร์บาลูทส์, สโวมี สวอนและฮัมมิงฟิชได้

ผู้อำนวยการสร้างฮีลลีได้เล่าถึงกระบวนการในการแปลงหน้ากระดาษสู่หน้าจอว่า “มีความยุ่งยากในเรื่องเทคนิคหลายอย่างในการทำให้ทรัฟฟูลา วัลลีย์ให้ความรู้สึกโดดเด่นแต่ก็ดูเหมือนธรรมชาติและรักษาสไตล์ของดร.ซุสเอาไว้ได้ โชคดีที่เรามีศิลปินฝีมือเยี่ยมอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ทีมคอนเซ็ปต์ ดีไซน์ไปจนถึงทีมที่ลงมือทำ สร้างโมเดล และสร้างพื้นผิว ทุกก้าวของการทำงานได้เสริมแต่งอะไรเข้าไปมากมาย เราตกแต่งฉากใหม่ทุกช็อตเพื่อทำให้แน่ใจว่าตัวละครจะเด่นขึ้นมาจากต้นไม้น่ะค่ะ”

หนึ่งในลุคที่โดดเด่นที่สุดในทรัฟฟูลา วัลลีย์คือป่าทรัฟฟูลา ที่ท้ายที่สุดแล้วก็ถูกวันซ์-เลอร์วัยหนุ่มใช้สร้างธนี้ดของเขา ผู้ออกแบบงานสร้างพบว่าการสร้างป่าทรัฟฟูลาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนทีเดียว เขาเล่าว่า “หนึ่งในปัญหาด้านการออกแบบที่เราต้องแก้ไขคือรูปทรงของใบทรัฟฟูลา เพราะมันมีรูปทรงเหมือนกรงจักร แต่มันจะดูเป็นอย่างนั้นก็เมื่อมองจากมุมหนึ่งเท่านั้น พอคุณกลับด้าน มันก็เป็นเหมือนหนามทิ่มมาที่คุณ แล้วรูปทรงมันก็จะไม่เหมือนเดิมครับ”

“เราต้องจัดองค์ประกอบช็อตพวกนั้นด้วยต้นไม้ และเราก็ให้นักวาดภาพมาเปลี่ยนใบพวกนั้นให้ค่อยๆ หันเข้าหากล้อง เพื่อให้ได้รูปทรงกรงจักรแบบที่คุณรู้จักจากในหนังสือครับ” เขากล่าวต่อ “เราต้องผ่านการพัฒนาหลายขั้นตอนกว่าจะทำให้มันเวิร์คในสามมิติ บางช็อตในตอนที่วันซ์-เลอร์มาถึงหุบเขานี้เป็นครั้งแรก ซึ่งรวมถึงต้นไม้หลายพันต้น ที่พลิ้วไหวไปกับสายลมและให้ความรู้สึกว่าเบายิ่งกว่าอากาศ มันเป็นความสำเร็จด้านเทคนิคและศิลปะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”

เมื่อทรัฟฟูลา วัลลีย์ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของวันซ์-เลอร์และครอบครัวของเขา หุบเขาแห่งนี้ก็ไม่อาจเป็นที่ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้อีกแล้ว “หนังสือเรื่องนี้ยังเต็มไปด้วยภาพประกอบของทรัฟฟูลา วัลลีย์ที่เสื่อมโทรม ที่แสดงให้เห็นถึงผืนดินที่ไร้ต้นไม้ด้วยครับ” เชนีย์กล่าวเสริม “ท้องฟ้าไม่ใช่สีฟ้าอีกต่อไปแล้ว มันเต็มไปด้วยเมฆสีม่วงและสีฟ้า และนั่นก็เป็นสัญญาณภาพที่แสดงให้เห็นถึงเวอร์ชันเสื่อมโทรมของหุบเขาและธนี้ดวิลล์ เพราะท้องฟ้าไม่มีแล้ว ต้นไม้ก็ไม่มีแล้ว สีสันก็ไม่มีแล้ว เราเริ่มสร้างโลกขึ้นจากตรงนั้นครับ”

เลอร์คิม

เมื่อเท็ดออกไปนอกเมืองเพื่อตามหาวันซ์-เลอร์ในเลอร์คิม มันก็เป็นช่วงเวลาสำคัญในภาพยนตร์และเป็นหนึ่งในฉากที่เป็นที่จดจำมากที่สุดจากหนังสือ ผู้ชมจะได้เห็นเป็นครั้งแรกว่าธนี้ดวิลล์ไม่ใช่อย่างที่เห็น เรโนต์อธิบายว่า “เขาได้เห็นสิ่งที่เป็นดินแดนรกร้าง เมืองถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงขนาดใหญ่ และไม่มีใครออกไปนอกเมือง อีกครั้งที่เรานึกถึงลาสเวกัส เมืองที่อยู่ในทะเลทราย เท็ดไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อนและเขาก็เดินทางออกไปท่ามกลางตอไม้และลำธารที่เหือดแห้งครับ”

ผู้ออกแบบงานสร้างเชนีย์ได้เล่าถึงความจริงที่ผู้ชมจะระลึกได้จากหนังสือ เขาตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าคุณมองดีๆ ในฉากโรงงาน คุณจะได้เห็นว่าเลอร์คิมจริงๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของโรงงานเก่า มันเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากสมัยที่วันซ์-เลอร์ยังผลิตธนี้ดอยู่ มันเป็นตัวอย่างที่วิเศษสุดของการที่เรานำแบบดีไซน์ของดร.ซุสจากหนังสือมาใส่มิติน่ะครับ”

ในการผจญภัย:การดำดิ่งในโลก 3D

สำหรับ Dr. Seuss’ The Lorax งานสร้างอนิเมชันตัวละครและคอมพิวเตอร์ กราฟิคได้รับการดูแลโดยแม็ค กัฟฟ์จากสถาบันอนิเมชันอิลลูมิเนชันในกรุงปารีส ซึ่งเป็นบริษัทที่อิลลูมิเนชันเพิ่งซื้อกิจการมา เขาเป็นผู้ที่ฝากผลงานน่าทึ่งไว้ใน Despicable Me ทีมผู้สร้างระมัดระวังอย่างยิ่งในการดัดแปลงภาพคลาสสิกที่แบนเรียบในหนังสือในลักษณะที่รักษาความสมจริงของต้นฉบับแต่ก็สร้างประสบการณ์สดใหม่ที่แปลกพิเศษให้กับผู้ชมด้วย

สำหรับอนิเมเตอร์ชาวฝรั่งเศสและอเมริกัน การวางแผนจะต้องแนบเนียน อย่างที่ฮีลลีพูดเอาไว้ว่าเป็น “เครื่องจักรหยอดน้ำมันเพื่อสร้างโลกที่คุณรู้ว่าคุณอยากจะปกป้องมันไว้” ผู้อำนวยการสร้างตั้งข้อสังเกตว่า “เราทำงานข้ามเขตเวลา แต่เราก็มีทีมงานประจำจาก Despicable Me ในตอนที่งานยุ่งที่สุด เรามีทีมงาน 350 ในสองสามชั้น เพื่อทำงานในหนังเรื่องนี้ เราแบ่งกันเป็นแผนกต่างๆ ที่สื่อสารกันได้ดี และมีความเป็นผู้นำทางเทคนิคและงานสร้างที่มหาศาลค่ะ”

จากภาพคลาสสิกสู่ CG

แม้ว่าเรโนต์, เมเลแดนดรีและฮีลลีจะคุ้นเคยกับการดูแลงานสร้างภาพยนตร์ CG อนิเมชันอยู่แล้ว การนำงานของดร.ซุสมาตีความใหม่ในโลกใบนี้ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่ต่างกับโปรเจ็กต์ล่าสุดของพวกเขา เมเลแดนดรีอธิบายว่า “เช่นเดียวกับใน Horton เราเริ่มต้นจากงานของเท็ด ด้วยเรื่องราวที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่รักมากขนาดนี้ โอกาสจริงๆ คือการแปลงภาพดั้งเดิมของเขาให้กลายเป็นโลกสามมิติ เราไม่รู้ว่าเราจะสามารถทำสิ่งที่คู่ควรกับ The Lorax ได้หรือไม่จนกว่าเราจะแปลงภาพดีไซน์ที่เรียบง่ายของโลแรกซ์ให้กลายเป็นตัวละคร 3D ได้ และเราก็ได้เห็นว่าจิตวิญญาณภาพวาดของเท็ดมีชีวิตและหายใจอยู่ในมิตินั้นครับ”

เรโนต์ใส่ใจกับสไตล์ของดร.ซุสอย่างใกล้ชิดระหว่างที่เขากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ดร.ซุสเป็นที่รู้จักจากเส้นที่หยักเป็นลูกคลื่น อาคารที่โงนเงน และมันก็ไม่ได้ทำให้การแปลงภาพเหล่านี้ให้กลายเป็นสามมิติเป็นเรื่องง่ายดายซักเท่าไหร่ “การทำให้ภาพวาดประกอบจากหมึกและปากกาที่ดูเรียบง่ายของซุสกลายเป็นวัตถุและตัวละครที่มีมิติเป็นเรื่องท้าทายครับ” ผู้กำกับอธิบาย “อิทธิพลสำคัญที่มีต่อเราจากในหนังสือคือสิ่งต่างๆ เช่นรูปทรงของเลอร์คิม มันให้ความรู้สึกเหมือนไม่น่าจะยืนได้ด้วยซ้ำไป”

“เรายึดติดกับลุคของเลอร์คิมอย่างมากในตอนที่เราสร้างโมเดล 3D ขึ้นมา” เขากล่าวต่อ อย่างไรก็ดี กับตัวละครบางตัว พวกเขาก็ต้องทำการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อเนรมิตชีวิตพวกเขาในโลก 3D “ในหนังสือ วันซ์-เลอร์มีแค่ตาสีเหลืองและมือสีเขียว เราก็เลยต้องตุกติกกับการให้แสงของเราครับ บ่อยครั้งในอนิเมชันคอมพิวเตอร์ มันจะออกมาดีที่สุดและน่าเชื่อก็ต่อเมื่อมันให้ความรู้สึกสมจริง แต่หลายครั้ง คุณจะต้องหาว่าจะต้องเพิ่มตรงไหนเพื่อที่ภาพพวกนั้นจะได้ไม่ ‘สมจริง’ จนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น วันซ์-เลอร์จะมีแสงสว่างเจิดจ้าอยู่ด้านหลัง แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็จะเห็นดวงตาเขาด้วย ในความเป็นจริง คุณจะไม่มีทางเห็นดวงตาพวกนั้นได้เลย เพราะใบหน้าเขาน่าจะมืดด้วยแสงสว่างมากขนาดนั้นด้านหลังน่ะครับ”

จากมุมมองด้านเทคนิค การสร้างการผจญภัยอนิเมชันขึ้นเป็น CG เป็นสิ่งที่ท้าทายกว่าการพัฒนาเวอร์ชัน 2D มากเพราะอนิเมเตอร์จะต้องเรนเดอร์เฟรมเดียวกันสองครั้ง ผู้กำกับอธิบายว่า “เราพิจารณาถึง 3D เสมอในตอนที่เราพัฒนาประสบการณ์เพื่อผู้ชม จากมุมมองด้านการคำนวณ/เรนเดอร์ มันเป็นกระบวนการเรนเดอร์ที่เข้มข้นมากสำหรับขนทุกประเภท และต้นไม้ทุกต้นในหนังเรื่องนี้ก็มีขนครับ ในการสร้างหนังเรื่องนี้ให้เป็น 3D เราคิดถึงทุกอย่างตั้งแต่การใช้เลนส์ไวด์ เพื่อให้ได้ช็อตที่คุณจะอยู่ในมุมมองของตัวละคร ไม่ว่าเราจะมีช็อตในตอนที่วันซ์-เลอร์มุ่งหน้าไปทางแม่น้ำหรือตอนที่สโวมีสวอนบินข้ามป่าก็ตามที”

ในการสร้างโลกของสิ่งมีชีวิตที่มีมีติขึ้นมาจากภาพนิ่งที่แบนเรียบจำเป็นต้องอาศัยทักษะเชิงเทคนิคที่ยอดเยี่ยมและการใส่ใจในรายละเอียด เชนีย์เผยว่า “มีความท้าทายที่เกิดขึ้นพร้อมกันการนำภาพประกอบเหล่านี้มาทำให้เป็นโลกสามมิติน่ะครับ คุณสามารถบอกอะไรได้หลายอย่างด้วยภาพวาด แต่เมื่อคุณต้องทำภาพสามมิติ ที่คุณจะสามารถเคลื่อนไหวไปมาภายในได้ ทุกอย่างก็จะต้องผ่านการออกแบบ ซึ่งนั่นรวมถึงทุกอย่างจากกบเหลาดินสอบนโต๊ะ รถทุกคันและตัวละคร ไปจนถึงตึกทุกหลัง และท้องฟ้า กับก้อนเมฆด้วย ทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ต้องถูกออกแบบขึ้นใหม่…และจากทุกมุมมองด้วยครับ”

ไม่ใช่แค่เพียงแบบดีไซน์เท่านั้น แต่การสร้างแบบดีไซน์พวกนี้ก็ต้องอาศัยการทำงานหลายเดือนสำหรับแต่ละช็อต เชนีย์ตั้งข้อสังเกตว่า “บางคนจะต้องใส่สีและแสงลงไปบนวัตถุและตัวละคร การออกแบบมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างหนังอนิเมชันเพราะไม่มีอะไรที่มีอยู่จริงเลย เสื้อผ้าบนตัวตัวละครจะต้องถูกออกแบบ และจะต้องมีการคิดถึงว่าเสื้อเชิ้ตตัวนั้นใช้เนื้อผ้าแบบไหนด้วยครับ”

ความท้าทายด้านเทคนิคชิ้นใหญ่ที่สุดสำหรับทีมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้น่ะหรือ? ขนและผมมากมายไงล่ะ! บรูโน โชฟาร์ด ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายกราฟิคของเรื่องอธิบายว่า “โลกของทรัฟฟูลา วัลลีย์เกือบจะเต็มไปด้วยขนทั้งหมด ต้นไม้ทุกต้นสร้างขึ้นจากขน หญ้าก็เป็นขน พวกบาร์บาลูทก็มีขนปุกปุย และเราก็มีฉากฝูงชนตอนที่ทุกคนเข้าไปในทรัฟฟูลา วัลลีย์ ซึ่งเป็นฉากที่มีโพลีกอนมากมายให้เรนเดอร์ ตอนที่ผมเห็นคอนเซ็ปต์ ผมอยู่กับคริส เรโนต์ และเราก็ตั้งคำถามว่าเราจะเรนเดอร์โลกใบนี้อย่างไร…เพราะซอฟท์แวร์ของเราในปัจจุบันนี้ไม่สามารถเรนเดอร์โพลีกอน ขนและผมพวกนี้ได้ทั้งหมดครับ”

วิธีการแก้ไขปัญหาคือการคิดนอกกรอบและทำงานให้ทะเยอทะยานและขยันขันแข็งขึ้นกว่าแต่ก่อน โชฟาร์ดกล่าวว่า “เราทำงานหนักเพื่อจะเรนเดอร์มันให้ได้ แผนกต่างๆ ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม และท้ายที่สุด เราก็สามารถสร้างซอฟท์แวร์ที่จะเรนเดอร์หนังเรื่องนี้ขึ้นมาได้ครับ”

ความซับซ้อนอย่างที่สองที่มีเฉพาะภาพยนตร์เรื่องนี้คือจำนวนของช็อตฝูงชน การสร้างภาพอนิเมชันของฝูงชนที่ร้องเพลงเป็นความท้าทายใหม่สำหรับทีมงาน ฮีลลีกล่าวว่า “อีกสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับ The Lorax และแตกต่างจาก Despicable Me คือจำนวนฝูงชน เรามีกลุ่มนักดนตรีหลายกลุ่ม ดังนั้น ก็มีหลายฉากที่มีตัวละคร 100 หรือ 200 ตัวในนั้น การสามารถสร้างอนิเมชันตัวละครทั้งหมดนั้นด้วยมือและให้พวกเขาแสดง แต่ไม่ได้เป็นการแย่งซีนจากตัวละครตรงโฟร์กราวน์ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายชิ้นใหญ่ของหนังเรื่องนี้ และฉันก็มีความสุขมากๆ กับผลที่ออกมาค่ะ”

การสร้างประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์

การให้แสงก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับภาพยนตร์ CG อนิเมชันพอๆ กับสำหรับภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันทั่วๆ ไป ทีมงานได้สร้างแต่ละช็อตขึ้นมาเพื่อนำสายตาผู้ชมไปสู่ตัวละครที่ท้ายที่สุดก็จะปรากฏขึ้นบนหน้าจอ…ซึ่งก็เป็นกระบวนการเดียวกับการให้แสงตัวละครในกองถ่าย ยกตัวอย่างเช่น อนิเมเตอร์ได้เรียนรู้ว่าห้ามจับโลแรกซ์ไปอยู่ตรงหน้าต้นทรัฟฟูลาสีส้มเด็ดขาด เพราะมันจะทำให้เขากลืนไปกับมันจนแทบมองไม่เห็นเลย

ทีมงานพยายามโชว์การเคลื่อนไหวและรับประกันถึงประสบการณ์ดื่มด่ำสำหรับผู้ชม โชฟาร์ด ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่าย CG เล่าว่า “เราทำการค้นคว้ามากมายเพราะเราต้องค้นหา ‘ความนุ่ม’ ของขนตรงนี้หรือตรงนั้น ผมได้สร้างการเคลื่อนไหวเล็กๆ เพื่อทำให้ต้นทรัฟฟูลาให้ความรู้สึกสดใหม่และล้อไปกับลมนิดๆ ต้นไม้ทุกต้นเคลื่อนไหวอยู่เสมอในหนังเรื่องนี้…คุณจะรู้สึกได้ครับ ทั้งสีสัน ความรู้สึกและการเคลื่อนไหวเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้นไม้บางต้นยังถูกออกแบบมาให้เคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กันในตอนที่พวกมันถูกเครื่องจักรของวันซ์-เลอร์โค่นและล้มลงไปน่ะครับ”

ฮีลลีอธิบายว่า การสร้างประสบการณ์นี้ให้กับผู้ชมเป็นการทำงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างดี “ทั้งขน ต้นทรัฟฟูลา หญ้าและสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยการคำนวณอย่างมากเพราะเราต้องอาศัยข้อมูลมากมายค่ะ เมื่อมันขยับ มันก็เป็นข้อมูลเพิ่มขึ้นอีก เมื่อพวกมันทำปฏิสัมพันธ์กัน ข้อมูลก็เพิ่มขึ้นทวีคูณ การมีตัวละครขนฟูมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันและกับสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยทีมงานมากมาย เราต้องใช้โค้ดพิเศษมากมายและช่างเทคนิคจำนวนมากกว่าจะสร้างมันขึ้นมาได้ เรามีช่องที่ค่อนข้างจะแคบระหว่างสิ่งที่เราคิดบนหน้ากระดาษและสิ่งที่เราออกแบบ และเราก็นำช่างเทคนิคเข้ามาในเวลาที่เหมาะสมค่ะ”

การผจญภัย 3D

จากการขี่สกู๊ตเตอร์สุดระห่ำทั่วธนี้ดวิลล์ไปยังที่ซ่อนตัวของวันซ์-เลอร์ตามสายน้ำเชี่ยวกรากกับพิพส์ควี้ค แต่ละองค์ประกอบของเรื่องถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะดึงผู้ชมเข้าสู่ภาพยนตร์เรื่องนี้และมอบการผจญภัย 3D ที่แท้จริงให้กับพวกเขา

หน้าที่ของสเตอริโอกราฟเฟอร์ จอห์น อาร์.เอ. เบนสันคือการทำให้แน่ใจว่า จะมีการใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบ 3D ในรูปแบบที่น่าตื่นเต้น เขากล่าวว่า “เราอยากจะทำให้ตัวละครให้ความรู้สึกกลม ทำให้พวกเขาให้ความรู้สึกเหมือนว่าพวกเขายืนอยู่ตรงหน้าคุณ แต่ไม่ใกล้ถึงขนาดทำให้รู้สึกแปลกๆ น่ะครับ ในโรงหนัง คุณจะอยากมองไปที่พื้นที่ตรงหน้าจอ และพื้นที่ในจอ และรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่เดียวกัน เราออกแบบหนังเรื่องนี้เพื่อที่คุณจะได้ยืนใกล้กับโลแรกซ์และมีส่วนร่วมเหมือนกับเขาอยู่ในห้องนั่งเล่นของคุณและรู้สึกว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมพอๆ กับตัวละครน่ะครับ”

ฮีลลีอธิบายว่า ด้วยความที่มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ผู้ชมจำเป็นจะต้องซึมซับนโรงภาพยนตร์ โครงสร้างจึงถูกกำหนดอย่างประณีต เธอกล่าวว่า “เมื่อคุณมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นในฉากนั้นๆ สีสันทั้งหลายในแบ็คกราวน์ หรือเมืองที่วุ่นวายไปด้วยรถและฝูงชน คุณจะต้องสามารถออกแบบพวกมันได้ เพื่อที่แสง สีสันและค่าต่างๆ จะช่วยแยกตัวละครออกจากแบ็คกราวน์ มันเป็นสิ่งที่เราทำอย่างประณีตบรรจง ทีละช็อตๆ เพื่อทำให้แน่ใจว่าเรามีแสงที่เหมาะสมที่จะทำให้มันโดดเด้งขึ้นบนหน้าจอค่ะ”

3D หมายถึงการควบคุมอีกมิติหนึ่ง ผู้อำนวยการสร้างกล่าวสรุปว่า “ในตอนที่คุณทำแบบนั้นในสเตอริโอหมายความว่าคุณมีมิติที่ต้องจัดการอีกมิติหนึ่ง คุณไม่เพียงแต่ต้องจัดการมันในที่ที่ตาของคุณจับจ้องที่หน้าจอเท่านั้น แต่คุณยังต้องจัดการมันในที่ที่ตาของคุณมองลึกลงไปด้วย เราโชคดีที่มีทีมงานที่วิเศษสุด ที่เข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนั้นและทำงานร่วมกันได้อย่างดีในการทำให้แน่ใจว่ามันจะเป็นประสบการณ์ที่แนบเนียนสำหรับผู้ชมค่ะ”

*

-กำหนดฉายวันที่ 22 มีนาคม โดยยูไนเต็ท อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) | เว็บไซต์ Dr.Seuus’ The Lorax

[เรื่องและรูปโดย United International Pictures (Far East)]

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

©2009-2016 POPpaganda.net | Powered by WordPress | Developed by felizt