MOVIES

Battleship แบทเทิลชิป ยุทธการเรือรบพิฆาตเอเลี่ยน

March 23, 2012

LINE it!

battleship_poster

ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยฟอร์มยักษ์ ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในท้องทะเล บนท้องฟ้า และเหนือผืนดิน เมื่อโลกของเราต้องต่อสู้กับกองกำลังที่เหนือกว่าเพื่อความอยู่รอด

นักแสดง

เทย์เลอร์ คิทส์ช, อเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด, ริฮันน่า,

บรู๊คลิน เด็คเกอร์, ทาดาโนบุ อาซาโน่, ฮามิช ลิงค์เลเทอร์ และ เลียม นีสัน

กำกับโดย

ปีเตอร์ เบิร์ก

battleship_01battleship_02battleship_03battleship_04battleship_05battleship_06battleship_07battleship_08battleship_09

เกี่ยวกับงานสร้าง

ในตอนที่ผู้กำกับปีเตอร์ เบิร์กตกลงที่จะพัฒนาและกำกับภาพยนตร์เรื่อง Battleship ให้กับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและฮัสโบร เขากำลังค้นคว้าข้อมูลสำหรับภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบมาโดยตลอด ไบรอัน โกลด์เนอร์ ประธานและ CEO ของฮัสโบรและผู้บริหารบริษัทภาพยนตร์ เบนเน็ตต์ ชเนียร์ รู้สึกตื่นเต้นกับการได้ร่วมงานกับผู้กำกับผู้นี้ ผู้ไม่เพียงแต่จะสร้างภาพน่าตื่นตาตื่นใจให้กับ Hancock และนำแอ็กชันและดรามาใส่เข้าไปใน Friday Night Lights และ The Kingdom เท่านั้น แต่ยังมีความรักที่ลึกซึ้งต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวกับของทหารเรือมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ด้วย

ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยเรื่องนี้เป็นเหมือนจุดสูงสุดของความฝันทั้งชีวิตของผู้กำกับ ผู้ได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทหารเรือกับพ่อเขาบ่อยครั้ง เบิร์กเล่าว่า “Battleship เป็นสิ่งที่ผมรักเพราะตอนเป็นเด็ก ผมใช้เวลาอยู่บนเรือบ่อยๆ เพื่อซึมซับรายละเอียดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามใหญ่ๆ ในสงครามโลกครั้งที่สองจากพ่อของผม เมื่อเรื่องนี้เข้ามา ผมก็ใช้เวลาไม่นานเลยในการหามุมมองสำหรับหนังเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องราวร่วมสมัยของกองกำลังนานาชาติ ที่ต้องมีส่วนร่วมกับการต่อสู้ที่ดุเดือด เข้มข้น รุนแรงกลางทะเล ด้วยเครื่องจักรใหญ่และความขัดแย้งครับ คุณจะไปที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้แล้วพูดคำว่า ‘Battleship’ แล้วคนก็จะรู้จักมันครับ ในตลาดปัจจุบัน นั่นเป็นข้อดีในการเปลี่ยนแบรนด์ให้กลายเป็นหนังครับ”

เบิร์กสานสายสัมพันธ์กับกองทัพเรือมาโดยตลอดและมันก็เป็นประโยชน์สำหรับเขาในช่วงที่การเตรียมงานสร้างเริ่มต้นขึ้นด้วย “กองทัพเรือชอบที่ว่าพวกเขาได้กอบกู้โลก ลูกเรือเรือพิฆาตชอบที่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่โฟกัสของหนังไม่ได้อยู่ที่เรือบรรทุกเครื่องบิน ถ้าคุณคุยกับลูกเรือเรือพิฆาต พวกเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบจริงๆ เรืออานุภาพร้ายกาจของพวกเขาปกป้องเรือบรรทุกเครื่องบินครับ” อย่างไรก็ดี ชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็อาจจะสร้างความเข้าใจผิดซักหน่อย เบิร์กอธิบายว่า “แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีชื่อว่า Battleship แต่เรือรบจริงๆ ถูกถอดออกจากการปฏิบัติการและถูกแทนที่ด้วยเรือร้ายกาจพวกนี้ พวกเรือพิฆาตเอจิส ซึ่งเป็นเรือต่อสู้ที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดบนโลกใบนี้ครับ”

สตูเบอร์กล่าว่าการขาดโครงสร้างเรื่องราวของเกมกลายเป็นประโยชน์ให้กับการสร้างเกมนี้ให้เป็นภาพยนตร์ “ในตอนที่คุณสร้างหนังจากวรรณกรรมหรือหนังสือการ์ตูน ผู้ชมก็จะมีความคิดเกี่ยวกับตัวละครอยู่แล้ว” เขากล่าว “พวกเขาจะนึกภาพเรื่องราวขณะที่พวกเขาอ่านมัน แต่นี่เป็นความท้าทายที่ต่างออกไปเพราะเราจะต้องสร้างตัวละครขึ้นมา ความสนุกสนานของเกมนี้คือการค่อยๆ เผยกลยุทธ์การแข่งระหว่างผมกับคุณ คือมันเป็นอิสระที่ไม่ต้องเริ่มต้นจากตัวละครที่มีอยู่แล้ว เพราะคุณไม่ถูกจำกัดด้วยสิ่งที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาต้นฉบับ คุณสามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้ภายในการดำเนินเรื่อง ซึ่งถูกแปลงให้เป็นหนังแอ็กชันฟอร์มยักษ์ครับ”

เรื่องราวของเนื้อหาต้นฉบับนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในปี 1984 ฮัสโบรได้ซื้อบริษัทมิลตัน แบรดลีย์ คัมปะนีและได้รับสืบทอดของเล่นและเกมระดับโลกหลายแบรนด์ ซึ่งรวมถึง Battleship ด้วย ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตของเล่นชั้นนำของโลก ฮัสโบรเริ่มวางกลยุทธว่าจะเปลี่ยนแบรนด์ยอดนิยมของพวกเขาให้กลายเป็นสื่ออื่นๆ ได้อย่างไร ภายใต้การนำของโกลด์เนอร์ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ฮัสโบรประสบความสำเร็จในการฟื้นชีวิตให้กับแบรนด์คลาสสิกของพวกเขา บริษัทได้ปรับเปลี่ยนแบรนด์เหล่านั้นสำหรับสื่อใหม่ชนิดต่างๆ ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ โทรทัศน์ ความบันเทิงดิจิตอล สื่อสิ่งพิมพ์ สินค้าผู้บริโภค ลิขสิทธิ์และร้านค้า

หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์ที่สร้างจากของเล่นอย่าง Transformers และ G.I. Joe: The Rise of Cobra แล้ว ฮัสโบรก็ได้พิจารณาแคตตาล็อกของพวกเขาและโฟกัสไปที่ Battleship ว่าเป็นเกมแรกของพวกเขาที่จะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ อย่างไรก็ดี ทางบริษัทรู้ว่ามันจะไม่เดินไปข้างหน้าจนกว่าจะมีการไขปัญหาสำคัญให้ได้ก่อน นั่นคือพวกเขาจะเปลี่ยนแบรนด์ที่เป็นที่รักนี้ให้กลายเป็นภาพยนตร์บันเทิงที่เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร

โกลด์เนอร์ได้พูดถึงเหตุผลที่จะเผชิญหน้ากับโปรเจ็กต์ที่ท้าทายนี้กับทีมงานของเบิร์กและสตูเบอร์ว่า “Battleship เป็นแบรนด์ระดับโลกที่อยู่มานานเกือบ 40 ปีในกว่า 30 ประเทศ มันเป็นที่รู้จักในชื่อของ Battleship หรือ Naval Battles ทุกที่ทั่วโลก คนรู้จักวิธีการเล่นและเข้าใจธรรมชาติการเผชิญหน้าของมัน เรารู้ดีว่าเราสามารถนำองค์ประกอบที่น่าติดตามและตีแผ่มันออกมาในรูปแบบใหม่ อีกอย่าง เราเชื่อว่าการนำเอเลียนเข้ามาใส่ในเรื่องด้วยจะทำให้มันมีความร่วมสมัยและเป็นสากลมากๆ ครับ”

ผู้อำนวยการสร้างกล่าวว่า แก่นของเรื่องคือเรื่องราวกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้ชมอยากติดตาม โกลด์เนอร์เล่าว่า “ไม่ว่าคุณจะเล่นเป็นใครใน Battleship’ คุณจะประเมินคู่ต่อสู้ของคุณ ทั้งจากจุดยืนด้านนิสัยและกลยุทธ มันเป็นการเผชิญหน้าแบบนั้นที่ทำให้เราสนใจ เพราะนั่นเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์และสิ่งที่ทำให้เกมได้รับความนิยมทั่วโลกมาหลายปี ความรู้สึกที่ว่าคุณและคู่ต่อสู้กำลังวางกลยุทธ์เบื้องหลังสิ่งที่ถูกปกปิดเป็นสิ่งสำคัญต่อระบบการเล่นอย่างมาก เรารู้ว่าเราสามารถสร้างเรื่องราวของหนังจากตรงนั้นได้ครับ”

เมื่อหลายปีก่อน โกลด์เนอร์ได้จ้างผู้บริหารเบนเน็ตต์ ชเนียร์ให้เข้ามาทำงานด้วยเป้าหมายในการใช้ความชำนาญของชเนียร์ในกรพัฒนาแฟรนไชส์ภาพยนตร์และสินค้าอื่นๆ จากแคตตาล็อกฮัสโบร ชเนียร์กล่าวว่า “เราดูที่แก่นของแบรนด์นี้และตระหนักว่า Battleship เป็นเกมของไหวพริบ สัญชาตญาณ ตรรกะและความเฉลียวฉลาดเพราะคุณจะต้องพยายามคิดว่าศัตรูของคุณเป็นใครเพื่อเอาชนะ เราคิดว่ามันมีองค์ประกอบทุกอย่างของหนังใหญ่ที่เหลือเชื่อ มันเหมาะกับการสร้างเป็นหนัง และทั้งน่าตื่นเต้นและท้าทายด้วย สำหรับทีมงานของเรา เกมนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เหลือเชื่อครับ”

ชเนียร์พูดถึงผู้ที่แสดงความเคลือบแคลงว่า “มันง่ายที่จะถามว่า ‘ทำไมคุณถึงต้องทำให้ Battleship เป็นหนังเกี่ยวกับเรือปะทะเอเลียนล่ะ’ คุณอาจถามด้วยว่าทำไมคุณต้องอาศัย Pirates of the Caribbean มาสร้างเป็นหนังเกี่ยวกับโจรสลัดและโครงกระดูกหรือทำไมต้องอาศัย Transformers มาสร้างเป็นหนังเกี่ยวกับหุ่นยนต์จากนอกโลกผู้มายังโลกใบนี้ มันมีอะไรมากมายในแก่น DNA ของ Battleship ที่เป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจสำหรับทีมผู้สร้าง มันมีสัญญาณต่างๆ เกียวกับคอนเซ็ปต์ของการปกปิด แฟนตาซีของระบบการเล่น และการแปลงเรื่องเหล่านั้นให้กลายเป็นหนังได้กลายเป็นผืนผ้าใบที่ทีมผู้สร้างของเราได้ระบายวิสัยทัศน์ที่พวกเขามีต่อเรื่องราวลงไปครับ”

เช่นเดียวกับโกลด์เนอร์ ชเนียร์ได้เริ่มงานพัฒนาภาพยนตร์ด้วยการเล็งเห็นถึงสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ “Battleship เป็นส่วนสำคัญในวัยเด็กของเราและเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ครอบครัวครับ” ผู้อำนวยการสร้างกล่าว “ผมชอบความคิดของการสู้กับศัตรูที่คุณมองไม่เห็น ทีละน้อยๆ ม่านจะถูกเปิดออก และคุณก็จะได้เรียนรู้ว่าศัตรูของคุณวางเรือของเขาไว้ตำแหน่งไหน และคุณควรจะโจมตีที่ไหนต่อไป นั่นเป็นสิ่งที่นำคุณไปสู่ชัยชนะ การนำความรู้สึกเชื่อมโยงนั้นมาสู่จอเงินเป็นเรื่องที่ทรงพลังและมีเสน่ห์ครับ”

แม้ว่าเรือที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะเป็นเรือพิฆาต แต่เครื่องจักรสงคราม ที่เรียกกันว่าเรือรบนั้นก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในสงครามโลกครั้งที่สองและถูกใช้งานจนกระทั่งสงครามอิรักครั้งแรกในปี 1991 สตูเบอร์อธิบายว่า “เรือรบถูกให้คำนิยามจากพลังและความแข็งแกร่ง เพื่อรับมือกับกระสุนที่กระจายตัว พวกมันเป็นเรือใหญ่ที่มีปืนกระบอกใหญ่ และโครงเรือหนา ซึ่งมีพลังพิเศษสุด พวกมันเป็นผู้คุ้มครองกองเรือ เป็นเหมือนหน่วยสืบราชการลับ ถ้าศัตรูยิงปืนมา พวกมันจะแล่นมาขวางหน้าเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อรับการโจมตี มันเป็นอะไรที่กล้าหาญมากๆ เกี่ยวกับการเป็นนักรบรายแรกในการต่อสู้ ภายในกองเรือ มันจะมีเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งเป็นเรือน่าทึ่งที่เป็นเหมือนสนามบินกลางมหาสมุทร ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นหน้าที่ของเรือรบ และปัจจุบันก็เป็นหน้าที่ของเรือพิฆาต ที่จะปกป้องเรือลำนั้นครับ”

Battleship ถ่ายทำส่วนใหญ่ตามโลเกชันบนเกาะโฮโนลูลู รัฐฮาวาย และได้รับการสนับสนุนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ตลอดการถ่ายทำ ทางกองทัพเรือได้อนุญาตให้ทีมงานเยี่ยมชมเรือรบชั้นอาร์เลห์ เบิร์คหลายลำระหว่างอยู่ในเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ได้แก่ยูเอสเอส ฮ็อปเปอร์ (DDG 70) ที่จอดพักชั่วคราวในเพิร์ล ฮาร์เบอร์รวมถึงยูเอสเอส พรีเบิล (DDG 88) และยูเอสเอส ชุง-ฮุน (DDG 93) ที่มีฐานอยู่ในฮาวาย นอกเหนือจากนั้น ทีมงานยังสามารถไปเยี่ยมชมเรือชุง-ฮุนในทะเล ซึ่งทำให้นักแสดงและทีมงานได้เห็นลูกเรือขณะฝึกฝนด้วย

เป็นเรื่องสมควรที่ทีมงานจะถ่ายทำบนอนุสรณ์สถานเรือรบมิสซูรี (BB-63) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ญี่ปุ่นยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในปี 1945 และเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง

เบิร์กและออเดรย์ตื่นเต้นที่ความฝันในการสร้างภาพยนตร์ผจญภัยทางทะเลของพวกเขาจะกลายเป็นความจริงเสียที และพวกเขาก็รู้ว่ามันจะออกมายิ่งใหญ่ “เกมนี้ทำให้เรามีโอกาสได้สร้างหนังสงครามทางน้ำยุคใหม่ของเราขึ้นมาคะ” ออเบรย์กล่าวต่อ “หนังการรบทางน้ำส่วนใหญ่เป็นหนังพีเรียดเพราะในยุคสมัยนี้ คุณไม่ค่อยจะทำสงครามทางทะเล เราไม่ได้เห็นกองทัพเรือสมัยใหม่แบบเต็มรูปแบบในหน้าจอเลย ที่มีเรือและยุทโธปกรณ์เหล่านี้ ในสโคปและสเกลที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้นะคะ”

ในขณะที่ทีมผู้สร้างมีตัวละครเอกของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ยังต้องสร้างเรื่องราว ที่มีทั้งวีรบุรุษที่ต้องเจอกับการทดสอบและศัตรูลึกลับ ผู้ซึ่งพวกเขาจะต้องเผชิญหน้าท่ามกลางมหาสมุทร เบิร์กอธิบายว่า “วันหนึ่ง ผมเกิดคิดไอเดียของการให้เรือรบสู้กับเอเลียนขึ้นมาได้ ผมรู้ว่าวิธีเดียวที่จะหนังเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จได้คือมันจะต้องเป็นเรื่องราวของตัวละคร แล้วพวก CG และภาพน่าตื่นตาตื่นใจทั้งหลายเป็นตัวสนับสนุนเรื่องราวครับ”

เบิร์กพิจารณาอีริคและจอน โฮเบอร์ ผู้เขียนบท Fred ในการร่วมงานกับเขา สองพี่น้องนั่งคุยกับเบิร์กในฤดูใบไม้ผลิปี 2009 เพื่อนำเสนอตัวเองในฐานะมือเขียนบทของโปรเจ็กต์นี้

มือเขียนบทถูกดึงดูดเข้าหาการเนรมิตชีวิตให้กับเกมอีพิคทางน้ำที่ขึ้นหิ้งเกมยอดนิยมพร้อมไปกับการแนะนำการโจมตีที่ซับซ้อนของเหล่าเอเลียน พวกเขาให้ความเห็นว่า “ไอเดียของการเขียนบทหนังแอ็กชันทางน้ำฟอร์มยักษ์เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น นานมาแล้วที่ไม่มีคนสร้างหนังที่นำเสนอกองทัพเรือสหรัฐเป็นตัวเด่นแบบนี้ มันเป็นโอกาสที่หาได้ยากครับ แล้วโอกาสที่จะได้ทำแบบนั้นในยุคสมัยปัจจุบันก็เป็นอะไรที่พิเศษสุด เพราะศัตรูที่เราจะสู้แบบประจันหน้าแทนที่จะเป็นการยิงมิสไซล์จากชายฝั่งที่ห่างออกไปหลายไมล์น่ะครับ”

ในการเตรียมงานเขียนบทของพวกเขา สองพี่น้องได้เข้าสู่โหมดค้นคว้า และใช้เวลาสามวันอยู่บนเรือยูเอสเอส พรีเบิล เรือพิฆาตมิสไซล์ระดับอาร์ลีห์ เบิร์ค ที่อยู่กลางทะเล

มือเขียนบทได้ทำงานร่วมกับเบิร์กเพื่อสำรวจสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเผ่าพันธุ์เอเลียนโต้ตอบกับการส่งสัญญาณระหว่างดาวเคราะห์จากนาซาไปยัง “ดาวโกลดิล็อค” ในอีกกาแล็กซีหนึ่ง ดาวเคราะห์ดวงนี้ที่เรียกกันว่า “แพลเน็ท จี” ที่ซึ่งนักวิทยาศาสตร์นาซาส่งสัญญาณไปถึงตลอดหกปีเป็นภาพสะท้อนของโลกเรา ตรรกะก็คือถ้าดาวดวงนั้นไกลจากพระอาทิตย์มากเกินไป ดาวนั้นก็จะเย็นเกินกว่าจะหล่อเลี้ยงชีวิตได้ ถ้าดาวนั้นใกล้กับพระอาทิตย์เกินไป มันก็จะร้อนเกินกว่าที่พืชพันธุ์และสัตว์จะเจริญเติบโตได้ ดาวเคราะห์ที่ “เหมาะ” ซึ่งเราสื่อสารด้วยนั้นคล้ายคลึงกับโลกของเราและสามารถกักเก็บน้ำปริมาณพอเหมาะที่จะหล่อเลี้ยงบรรยากาศ รวมไปถึงชีวิตได้ แต่โชคร้ายสำหรับโลก ประชากรของดาวดวงนั้นได้มาเพื่อยึดครองทรัพยากรของเรา

ออเบรย์รายงานว่าขณะที่บทภาพยนตร์พัฒนาไป ทีมงานก็ได้พบวิธีที่จะแนะนำคอนเซ็ปต์ของเกมเข้ามา พวกเขาไม่เพียงแต่สามารถนำตัวละครเอกเข้ามาได้เท่านั้น แต่พวกเขายังสามารถเซ็ทเรืออีกสามลำที่พร้อมสำหรับการรบภายในสมรภูมิที่มีขนาดยาว 300,000 ฟุตและกว้างสองไมล์ทะเล เธอกล่าวว่า “พีทคิดไอเดียที่ว่าเรือของเรากำลังทำการรบแบบไม่เห็นอะไร เหมือนในเกม ความสามารถเรดาร์ทั้งหมดของพวกเขาถูกกำจัดตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการสู้รบกับเอเลียน ผลที่ตามมาก็คือฮีโรของเราต้องตามไล่ล่าศัตรูโดยไม่เห็นอะไร ฮ็อปเปอร์และนากาตะจะต้องคิดหาวิธีตามรอยของกองกำลังเอเลียน โดยไม่มีเรดาร์ เพื่อที่พวกเขาจะได้โจมตีพวกมันขณะที่พวกมันทิ้งระเบิดลงมา ขณะที่ฮ็อปเปอร์กำลังดิ้นรนหาหนทางออก นากาตะก็อธิบายถึงยุทธวิธีที่คนจากประเทศของเขาเคยใช้เพื่อหาเรือในมหาสมุทรแปซิฟิคมาก่อน”

ทีมนักแสดงจากทั่วโลก: การคัดเลือกนักแสดงสำหรับภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัย

เมื่อแอ็กชันในบทภาพยนตร์เริ่มรูปเป็นร่างขึ้นมา ทีมผู้สร้างก็ตั้งเป้าที่จะเติมเต็มเรื่องราวด้วยกลุ่มฮีโรที่ได้เจอกับกองกำลังเอเลียนหลังจากตรวจสอบชิ้นส่วนซากบางอย่างที่ลอยอยู่นอกชายฝั่งโออาฮู ผู้ที่ร่วมงานกับพวกเขาคือผู้อำนวยการสร้างที่ประสบความสำเร็จ ดันแคน เฮนเดอร์สัน ผู้มีส่วนร่วมในการเนรมิตชีวิตให้กับอีพิคกลางมหาสมุทร Master and Commander: The Far Side of the World และ Poseidon และมีหน้าที่สำคัญใน A Perfect Storm และ Harry Potter and the Sorcerer’s Stone

ในการสร้างฮ็อปเปอร์ ตัวเอกของเรื่อง เบิร์กและพี่น้องโฮเบอร์ได้จินตนาการถึงตัวละคร ผู้ถูกบีบให้ต้องเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ฮ็อปเปอร์ เด็กเลือดร้อนหุนหันพลันแล่น ผู้เรียนรู้วินัยจากการเข้ารับใช้กองทัพเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพี่ชายของเขา ความหงุดหงิดที่สโตนมีต่อน้องชายของเขาทำให้เขายืนกรานว่าฮ็อปเปอร์จะต้องทำให้ชีวิตตัวเองอยู่กับร่องกับรอย

ผู้ที่ถูกเลือกให้มารับบทฮ็อปเปอร์คือเทย์เลอร์ คิทส์ช ผู้เคยร่วมงานกับเบิร์กมาแล้วหลายครั้ง ผลงานของนักแสดงหนุ่มในซีรีส์ดัง Friday Night Lights ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมมาตั้งแต่ปี 2006 และผลงานขโมยซีนของเขาใน 2009’s X-Men Origins: Wolverine ปี 2009 ก็ได้เนรมิตชีวิตให้กับแกมบิท หนึ่งในตัวละครที่เป็นที่รักมากที่สุดในโลก X-Men เสียที นอกเหนือจาก Battleship แล้ว ในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ คิทส์ชยังได้รับบทนำในภาพยนตร์อีพิคดิสนีย์เรื่อง John Carter อีกด้วย และในเดือนกรกฎาคม เขาก็จะได้แสดงในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซล Savages ดรามาเรื่องใหม่จากโอลิเวอร์ สโตน

เป็นความจริงที่ว่าจะต้องอาศัยการมีเพื่อนร่วมงานอย่างเบิร์ก นักแสดงหนุ่มที่ตกลงที่จะตัดผมเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี เบิร์กเริ่มต้นการทำงานหน้ากล้องก่อนที่เขาจะหันไปกำกับและสไตล์ของเขาก็เข้ากับสไตล์ของคิทส์ช “ผมชอบวิธีที่พีทถ่ายทำในแง่ของอิสระ…ไม่มีจุดหรืออะไรแบบนั้นเลย” นักแสดงหนุ่มกล่าว “แน่นอนว่าผมเคยชินกับสไตล์ของเขาจาก FNL และผมก็ซาบซึ้งมาโดยตลอดที่พีทให้โอกาสทองผมในการรับบทริกกินส์”

นอกจากนี้ คิทส์ชยังสนใจใคร่รู้ที่จะสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องคู่นี้ด้วย เขากล่าวว่า “นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมสนใจที่จะกระโดดขึ้นเรือครับ ความเปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นของฮ็อปเปอร์ในเรื่อง จากการขโมยและถูกจับไปจนถึงการถูกโกนผมตอนที่เขาเข้าประจำการ และการกลายเป็นผู้นำของเขา ในฐานะนักแสดง นั่นเป็นทุกสิ่งทุกอย่างครับ คุณจะได้เห็นอารมณ์ของเขาผ่านทางความสูญเสียที่เขาได้รับ แล้วได้มองเขาขณะที่เขาได้กลายเป็นกัปตันเรือ ฮ็อปเปอร์ไม่เคยอยากรับตำแหน่งนี้ แต่เขาก็ต้องรับมันโดยไม่คาดฝันและถูกบีบให้ดึงศักยภาพตัวเองออกมาภายใต้สถานการณ์ที่คับขันที่สุด แม้ว่าเขาจะอยู่ในกองทัพเรือ แต่แก่นแท้ของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ผู้ชายคนนี้ที่กอบกู้โลกคือผู้ชายคนเดียวกับที่คุณพบในตอนเริ่มต้นครับ”

“เมื่อเปรียบเทียบแล้ว สโตนสร้างเป้าหมายให้กับเขา และฮ็อปเปอร์ก็ติดหนี้บุญคุณพี่ชายเขาครับ” นักแสดงหนุ่มกล่าวต่อ “ตอนแรก เขาไม่อยากจะดึงศักยภาพตัวเองออกมาเพราะความเสี่ยงที่จะล้มเหลว เขาอยากจะปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมเพราะเขาสามารถดำเนินชีวิตไปได้เรื่อยๆ โดยไม่มีปัญหา แต่การเสี่ยงครั้งนี้หมายถึงการเสี่ยงที่จะล้มเหลวด้วยและนั่นก็เป็นสิ่งที่ฮ็อปเปอร์ไม่ทำในตอนเริ่มต้นครับ”

เบิร์ก ผู้เรียกคิทส์ชว่า “ของจริง” บินไปลอนดอน ที่ซึ่งนักแสดงหนุ่มกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ John Carter เพื่อเสนองานให้กับเขา คิทส์ชเล่าถึงช่วงเวลานั้นว่า “วิธีที่พีททำ มันไม่เหมือนการพบกันทั่วๆ ไป มันเป็นแบบนี้ครับ ‘คุณอยากจะร่วมงานกับผมรึเปล่า มาลงมือทำกันเถอะ มาทำให้ได้ มาสร้างหนังสนุกสุดเหวี่ยงที่มีหัวใจเต้นอยู่ในนั้นกันดีกว่า!’ การมีความรับผิดชอบและความท้าทายแบบนั้นเป็นทุกอย่างครับ มันมีความไว้วางใจอยู่แล้ว ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในกองถ่าย คุณจะได้รู้ว่าผู้กำกับให้ความสำคัญกับคุณ ตัวละครของคุณและแน่นอน ภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ”

คิทส์ชได้แสดงประกบอเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด ขวัญใจจอแก้วอีกคนหนึ่ง ดาราจากซีรีส์รางวัลเอชบีโอ True Blood ถูกนำตัวมารับบทผู้บัญชาการสโตน พี่ชายผู้มีระเบียบวินัยของฮ็อปเปอร์ ผู้เกลี้ยกล่อมให้ฮ็อปเปอร์ใช้ชีวิตในลู่ทาง ด้วยการเข้าร่วมกองทัพเรือ เบิร์กได้พบกับนักแสดงผู้นี้ในช่วงดินเนอร์ ครั้งนี้ในลอสแองเจลิส ที่ซึ่งสการ์สการ์ดพักอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีรีส์นี้ ซึ่งเขารับบทอีริค นอร์ธแมน แวมไพร์ไวกิ้ง

กลับกลายเป็นว่าลูกชายคนโตของสเตลลัน สการ์สการ์ด นักแสดงชื่อดัง คุ้นเคยกับ Battleship อยู่แล้ว เขาเคยเล่นเกมนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า “Sänka Skepp” (“Sink Ship”) ในภาษาสวีเดน สมัยเป็นเด็ก “ตอนที่พบกับพีทครั้งแรก ผมก็ชอบเขาแล้วครับ” สการ์สการ์ดบอก “เขามีพลังงานกระตือรือร้น เช่นเดียวกับตอนที่เขาคุยถึงเรื่องโปรเจ็กต์นี้ ตอนที่เขาพูดถึงความหลงใหลของพ่อเขาที่มีต่อประวัติศาสตร์กองทัพเรือ คุณจะเห็นได้ถึงความรักของพีท และผมก็ชอบความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องคู่นี้ด้วย สโตนเป็นคนขยัน ทำงานหนัก และเขาก็เข้าเรียนโรงเรียนกองทัพเรือ เขามีแรงจูงใจสูงากๆ นอกจากนี้ เขายังรักน้องชายเขาด้วย แต่เขาไม่มั่นใจว่าจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร”

“แต่ฮ็อปเปอร์ไม่มีแรงขับนั้นเลย” สการ์สการ์ดกล่าวเสริม “เขาทำพลาดตลอดเวลา แต่เขาก็มีเสน่ห์ด้วย วิธีของสโตนก็คือปล่อยให้น้องชายของเขาได้เรียนรู้และเติบโตจากความผิดพลาดของตัวเอง เขาเข้มงวดกับฮ็อปเปอร์ แต่คุณก็จะรู้สึกได้ถึงความรักและความผูกพันระหว่างพวกเขาครับ คุณจะรู้สึกว่าเขาแคร์น้องชายของเขาจริงๆ ไม่อย่างนั้น มันก็ไม่เวิร์คหรอกครับ ผมชอบความสัมพันธ์ในเรื่องราวของพวกเขาครับ”

สการ์สการ์ดเอาใจใส่การสร้างบทของเขาด้วยการขอใช้เวลาบนเรือยูเอสเอส เบนโฟลด์ (DDG 65) ของกองทัพเรือ เพื่อดูผู้บัญชาการและลูกเรือของเขาในการทำงาน ในขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นองค์กรใหม่สำหรับเขา เขาเองก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับการรับใช้กองทัพ ก่อนหน้าที่จะร่วมแสดงในบททหารเรือในมินิซีรีส์เอชบีโอของเดวิด ไซมอนเรื่อง Generation Kill เขาก็เคยเป็นทหารเรือที่ทำงานต่อต้านการก่อการร้ายในสวีเดน ประเทศบ้านเกิดของเขาแล้ว

เจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกคนหนึ่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ รับบทโดยริฮันน่า ในผลงานเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ของเธอ นักร้องหญิงเจ้าของรางวัลแกรมมี อวอร์ดถูกเลือกให้รับบทเรือโทโครา ไรเกส ผู้แข็งแกร่ง หนึ่งในเพื่อนร่วมเรือของฮ็อปเปอร์

เธอเปิดกว้างต่อบทบาทการแสดงก่อนหน้าที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น “ฉันไม่รู้ว่าฉันจะเล่นเป็นใครในตอนที่ฉันได้พบกับพีท” ริฮันน่าเผย “หลังจากฉันได้บทมา ฉันก็ประทับใจกับมันมาก และฉันก็ชอบเรื่องราวนี้คะ ฉันวางมันไม่ลงเลย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่ามันจะเป็นหนังที่ฉันน่าจะชอบดู สิ่งที่ฉันชื่นชอบในการร่วมงานกับพีทคือพลังงานของเขา ว่าเขากล้าและทำอะไรฉับพลันแค่ไหนนะคะ”

ริฮันน่าตอบสนองกับเรื่องที่ว่าตัวละครของเธอเข้มแข็งขนาดไหนอย่างเต็มที่ “ไรเกสร้ายกาจคะ” เธอบอก “เธอเป็นหนึ่งในพวกหนุ่มๆ และมันก็เป็นเรื่องสนุกที่จะสำรวจเพราะตอนเป็นเด็ก ฉันเป็นเด็กทอมบอยคะ ตัวละครตัวนี้เต็มไปด้วยพลังงานดิบ และมันก็เป็นช่วงเวลาสำหรับฉันที่จะเป็นคนที่แตกต่างจากคนที่คนอื่นเห็นกันจนชิน มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่คนจะได้เห็นฉันในฐานะนักแสดงและมองฉันในฐานะไรเกสไม่ใช่ริฮันน่าคะ”

ไรเกสไม่ใช่ผู้หญิงแกร่งคนเดียวในบทภาพยนตร์ของพี่น้องโฮเบอร์ แต่ยังมีนักกายภาพบำบัด ซาแมนธา “แซม” เชนด้วย นักแสดงหญิง บรู๊คลิน เด็คเกอร์ ถูกนำตัวเข้ามารับบทแซม คู่หมั้นของฮ็อปเปอร์และลูกสาวของผู้บัญชาการของเขา “ฉันอยู่ในโออาฮู เพื่อถ่ายทำ Just Go With It ในตอนที่ฉันได้รับโทรศัพท์” เด็คเกอร์เล่า “เขาบอกฉันว่าฉันไม่เหมาะกับบทนี้เพราะพวกเขาอยากได้คนที่แข็งแกร่ง และฉันก็ดูน่ารักเกินไป แต่พวกเขาก็โทรกลับมาหาฉันบ่อยๆ ฉันบินไปแอลเอ และทดสอบอ่านบท หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง พีทก็โทรให้ฉันเข้าไปอ่านบทคะ”

“ฉันรู้ว่าบทนี้จะต้องใช้พลกำลังอย่างมาก และพีทก็อยากทำให้แน่ใจว่าฉันจะรับได้” เด็คเกอร์บอก “เขาก็เลยให้ฉันผ่านการฝึก สิ่งที่ทำให้ฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือการที่พีทเป็นผู้กำกับ เขาให้การสนับสนุนตัวละครหญิงที่แข็งแกร่ง ผู้หญิงในหนังของเขาไม่เคยเป็นคนที่รอคอยความช่วยเหลือ พวกเธอไม่ใช่คนอ่อนแอ ในตอนที่ฉันอ่านบทแซม ฉันก็ชอบการที่เธอเป็นลูกสาวพลเรือเอกคนนี้ เป็นคนหัวขบถหน่อยๆ เป็นคนเข้มแข็ง รักอิสระ และสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในการกอบกู้โลกนะคะ”

ผู้กำกับได้พูดถึงเหตุผลที่เขาเลือกเด็คเกอร์ว่า “เธอมีความเป็นผู้ใหญ่อย่างเหลือเชื่อสำหรับคนอายุ 23 ปี เมื่อบรู๊คลินถูกเลือกแล้ว ก็มีการคาดเดากันว่านางแบบสาวคนนี้จะแสดงได้รึเปล่า บรู๊คลินจะทำให้หลายคนต้องแปลกใจครับ เธอเป็นผู้หญิงที่สวย จริงจังและฉลาด ผู้อยากจะทำงานให้ดีที่สุด เธอมีความเป็นผู้ใหญ่และค่อนข้างเหมาะกับบทนี้ครับ”

การค้นคว้าข้อมูลของเด็คเกอร์ แตกต่างจากเพื่อนร่วมแสดงของเธอ ตรงที่เธอไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในมหาสมุทร แต่เธอมีรอยแผลเป็นที่เป็นหลักฐานของการถ่ายทำที่ทรหดหลายสัปดาห์ในพุ่มไม้ในฮาวาย ในการเตรียมพร้อมสำหรับบทนักกายภาพบำบัด ผู้ฟื้นสภาพร่างกายให้กับทหารบาดเจ็บ นักแสดงสาวได้ไปโรงพยาบาลเพื่อพบกับทหารที่บาดเจ็บ เธอเล่าว่า “ฉันไปที่ทริปเลอร์ อาร์มี เมดิคัล เซ็นเตอร์ในโฮโนลูลู และ อินทรีพิด เซ็นเตอร์ในซานแอนโตนิโอ โรงพยาบาลบำบัดอีกแห่งหนึ่งในช่วงการถ่ายทำ ฉันเชื่อใจพีทมากสำหรับความมุ่งมั่นของเขาที่จะทำในสิ่งที่คู่ควรกับกองทัพ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่กองทัพให้การสนับสนุนเหลือเกินด้วยคะ”

ทหารที่บาดเจ็บหลายสิบนายได้รับบทตัวประกอบระหว่างการถ่ายทำหนึ่งวันที่เนชันแนล อินทรีพิด เซ็นเตอร์ ออฟ เอ็กเซลเลนซ์ สถานบำบัดในซานแอนโตนิโอ ที่รักษาคนไข้ที่ถูกไฟครอกและเสียแขนขา สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับบรู๊ค อาร์มี เมดิคัล เซ็นเตอร์ ที่ฟอร์ท แซม ฮูสตัน และถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อดูแลทหารชายและหญิงของสหรัฐฯ ผู้กลับมาจากปฏิบัติการทหารในอิรักและอัฟกานิสถาน

“บทบาทส่วนใหญ่ของแซมคือความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับมิค (ตัวละครของผู้พันกองทัพสหรัฐฯ เกรกอรี ดี. แกดสัน) และการที่พวกเขาต้องรับมือกับอีกฝ่ายและกลายเป็นที่มาของความแข็งแกร่งให้กับกันและกันระหว่างที่พวกเขาต้องเจอกับเรื่องที่กระทบกระเทือนร่างกายและจิตใจคะ” เด็คเกอร์อธิบาย “ฉันคุยกับทหารพวกนี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพอารมณ์ของพวกเขา ว่าพวกเขามีความเปลี่ยนแปลงจากการได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจหลังจากกลับจากสงครามอย่างไร ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีทหารมากมายที่กลับมาและไม่เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ พวกเขากลับมาด้วยสภาพร่างกายที่สูญเสียแขนขาและบาดแผลสาหัส ที่เกินกว่าใครจะจินตนาการได้คะ”

ตัวละครที่เด็คเกอร์พูดถึงคือพันโทมิค คาเนลส์ ผู้สูญเสียขาทั้งสองข้างในอัฟกานิสถานและเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งได้รับการผ่าตัดใส่ขาเทียม ระหว่างการพักฟื้น เจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษผู้นี้ต้องอาศัยแซมในการช่วยบำบัดสภาพร่างกายและจิตใจของเขา ในขณะที่ฮ็อปเปอร์ยุ่งเกี่ยวกับการฝึกเกมสงคราม แซมและมิคก็เริ่มต้นเซสชันบำบัดครั้งแรกของพวกเขา เธอได้พาทหารผ่านศึกผู้นี้ขึ้นเขาเหนือแปซิฟิค สิ่งที่เริ่มต้นเป็นการออกกำลังกายง่ายๆ พัฒนากลายเป็นสงครามสู้กับพวกเอเลียน ผู้พยายามจะตั้งหอคอยสื่อสารและเรียกกำลังเสริม

บทของมิคถูกเนรมิตชีวิตโดยแกดสัน อดีตนักฟุตบอลร่างใหญ่ ผู้ซึ่งส่วนเหนือเข่าถูกตัดทิ้งหลังจากได้รับบาดเจ็บ “มิคมีอาการบาดเจ็บที่ผมเองก็เข้าถึงได้ครับ” แกดสันบอก “ผมเป็นเจ้าหน้าที่ปืนใหญ่ภาคสนาม เป็นผู้บัญชากองพันในอิรักและผมก็สูญเสียขาทั้งสองข้างจากระเบิดแสวงเครื่อง ผมก็เลยนำความเข้าใจของคนที่พักฟื้นจากอาการบาดเจ็บมาสู่บทนี้ นั่นเป็นที่ที่มิค คาเนลส์และเกร็ก แกดสันมาพบกันครับ”

ในประสบการณ์กว่า 20 ปีในฐานะเจ้าหน้าที่ทหาร ฮีโรในชีวิตจริง ผู้สำเร็จการศึกษาจากเวสต์พอยท์ ได้เข้าไปร่วมรบในสงครามความขัดแย้งครั้งใหญ่ทุกครั้งตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งอเมริกาเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย (ซึ่งรวมถึงคูเวท, บอสเนีย-เฮิร์ซโกวินา, อัฟกานิสถานและอิรัก) ในเดือนพฤษภาคม ปี 2007 แกดสันได้เป็นนายพันและผู้บัญชาการกองพันทหาร 400 หน่วยในแบกแดด สามเดือนก่อนหน้าการจู่โจม เขาได้ถูกส่งตัวเข้าไปในเมืองหลวงของอิรัก หลังจากได้เข้าร่วมพิธีศพของทหารสองนายที่เสียชีวิตจากกองพันใกล้เคียง เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างกลับฐาน

ถ้าเบิร์กมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกนักแสดงหน้าใหม่ แกดสันก็ทำให้เขามั่นใจตั้งแต่วันแรก ผู้กำกับเล่าว่า “ในฐานะผู้พัน เกร็กจะต้องแสดงต่อหน้าทหารหลายร้อยคน เขาจะต้องแสดงตัวเหมือนคนร้ายกาจ เหมือนเป็นหนึ่งในคนพวกนั้น เหมือนพ่อหรือลุงของกองทัพของทหารในกองทัพ ขณะที่เขาเริ่มคุ้นเคยกับการอยู่ในกองถ่ายมากขึ้น ผมก็รู้สึกเหมือนว่าเขาเข้าใจมันและสนุกกับมันครับ”

ในตอนที่เขากำลังพักฟื้นที่วอลเตอร์ รี้ดในปี 2007 กัปตันกิตติมศักดิ์ของทีมนิวยอร์ก ไจแอนท์คาดเดาไม่ได้เลยว่าอนาคตข้างหน้าจะนำพาอะไรมา “ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้อยู่ข้างสนามของแชมป์ซูเปอร์โบว์ล” เขาบอก “หรือจะถูกเลื่อนขั้นไปเป็นผู้พันในกองทัพและถูกเลือกให้เป็นผู้อำนวยการคนใหม่ของโปรแกรมทหารบาดเจ็บ แต่ผมต้องยอมรับว่าผมไม่เคยคาดฝันเลยว่าจะได้เล่นหนัง ผมคิดว่ามันจะดำเนินไปตามทางของมันเอง ผมไม่อยากจะบอกว่า ‘มันจะแสดงให้คุณเห็นว่าคุณจะต้องใช้ชีวิต’ แต่คุณไม่สามารถเลิกได้ นั่นเป็นสิ่งที่ผมพยายามจะทำครับ”

ผู้ที่ควบคุมทุกอย่างในโออาฮูรับบทโดยดาราแอ็กชัน เลียม นีสัน ผู้ถูกนำมารับบทผู้บัญชาการกองทัพแปซิฟิค พลเรือเอกเชน ผู้บัญชาการของฮ็อปเปอร์, สโตนและไรเกส (และพ่อของแซม) เขาได้พูดถึงความสนใจที่เขามีต่อโปรเจ็กต์นี้ว่า “พื้นฐานสำคัญคือบทครับ และบทของเรื่องนี้ก็น่าตื่นเต้นจริงๆ นั่นเป็นตัวทดสอบ ถ้าผมอ่านมัน แล้วจู่ๆ ผมก็ไปถึงหน้า 78 โดยที่ไม่หยุดดื่มชาหรือดื่มน้ำเลย มันก็เป็นสิ่งที่ผมสนใจแล้วล่ะครับ ผมคิดว่าบทหนังเรื่องนี้เยี่ยมมากๆ มันมีทั้งความตื่นเต้น เร้าใจและพัฒนาการตัวละครที่ดีเหมือนกันครับ”

นีสัน ที่เคยผ่านการรับบทตัวละครที่แข็งแกร่งมาแล้ว พบว่าการสวมบทนี้ค่อนข้างง่ายดายทีเดียว ดาราจาก Taken และ The Grey อธิบายว่า “ในฐานะนักแสดงที่ถ่ายทำในโลเกชันที่ฮาวาย ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์และบนเรือยูเอสเอส มิสซูรี ผมไม่ต้องใช้จินตนาการตัวเองเลย…ประวัติศาสตร์ทั้งหมดนั้นอยู่ตรงหน้าคุณครับ”

หนึ่งในช่วงเวลาที่นีสันจดจำได้มากที่สุดในกองถ่ายคือวันที่เขาถ่ายทำฉากสำคัญกับผู้พันแกดสัน ซึ่งถ่ายทำที่สุสาน “พันช์โบว์ล” ที่โด่งดังในโฮโนลูลู นีสันเล่าว่า “ผมมอบเหรียญตราให้กับมิค ตัวละครของเกร็ก หลังจากที่พวกเขาช่วยให้เขายืนอยู่บนเวทีแล้ว เขาก็เดินมาหาผม ขณะที่กล้องเดินไป เขามีแววตาที่บ่งบอกว่ามันไม่ใช่การแสดง มันสะท้อนให้เห็นว่าชายคนนี้ผ่านอะไรมา รวมถึงอาการบาดเจ็บเหลือเชื่อที่เขาต้องทน แต่มันยังมีความท้าทายที่เหลือเชื่อ มีเกียรติยศและอำนาจด้วย มันทำให้ผมรู้สึกภูมิใจมากๆ ครับ”

Battleship เป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์เรื่องที่สองสำหรับทาดาโนบุ อาซาโน่ ดาราเชื้อสายเอเชีย ผู้เปิดตัวในภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกในบทแอสการ์เดียนที่มีชื่อว่าโฮกุนในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ปี 2010 เรื่อง Thor อาซาโน่ได้รับบทกัปตันยูกิ นากาตะ ผู้มีหน้าที่เดียวกับฮ็อปเปอร์ของฝั่งญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเรือเมียวโกะของเขาถูกทำลายในการจู่โจมของเอเลียน มันทำให้กัปตันผู้นี้ต้องร่วมอยู่บนเรือยูเอสเอส จอห์น พอล โจนส์ ของคู่ปรับเขา ที่ซึ่งพวกเขาสู้ร่วมกัน

อาซาโน่พูดถึงสิ่งที่ทำให้เขาสนใจว่า “ผมรับบทนายทหารเรือชาวญี่ปุ่น ผู้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารเรือชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจ นากาตะเป็นกัปตันกองกำลังป้องกันตัวเองของน่านน้ำญี่ปุ่น และเขากับฮ็อปเปอร์ก็ได้เจอกันระหว่างงานชุมนุมเจ้าหน้าที่ทหารเรือจากทั่วประเทศแถบแปซิฟิค ที่เรียกว่า RIMPAC ครับ”

“นากาตะและฮ็อปเปอร์รู้จักกันมาก่อนหน้างานชุมนุมครั้งนี้” นักแสดงหนุ่มกล่าวต่อ “นากาตะชอบฮ็อปเปอร์ แต่มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเขาที่รบกวนใจนากาตะ และมันก็มีความขัดแย้งเล็กน้อย ผมเป็นกัปตัน ส่วนเขาเป็นเจ้าหน้าที่ ผมก็เลยปฏิบัติต่อเขาอย่างเหยียดหยามเล็กๆ ซึ่งเขาก็โต้ตอบด้วยทัศนคติเดียวกัน แต่เมื่อศัตรูที่เรามีร่วมกันปรากฏตัวขึ้น เราก็ยอมรับว่าเราต้องสู้ด้วยกันครับ”

เช่นเดียวกับนักแสดงคนอื่นๆ ชาวโยโกฮาม่าผู้นี้ได้ถ่ายทำฉากต่างๆ ในโลเกชันที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์บนเกาะโออาฮู การได้ย่างเท้าไปบนพื้นดินที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นทำให้นักแสดงหนุ่ม “คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศของพวกเราเมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมา” เขากล่าว “ถ้าไม่มีประวัติศาสตร์นั้น พวกเราชาวญี่ปุ่นและอเมริกาก็คงจะไม่ร่วมมือกันในหนังเรื่องนี้เหมือนอย่างปัจจุบันนี้ ผมรู้สึกสงสารผู้ที่สูญเสียชีวิตไป แต่ความจริงคือปัจจุบันนี้ ในฐานะที่ผมเป็นคนญี่ปุ่น ผมสามารถทำงานในบรรยากาศที่เป็นมิตรกับทีมงานชาวอเมริกันที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้น ซึ่งผมก็รู้สึกซาบซึ้งกับเรื่องนั้นครับ”

*

-กำหนดฉาย 12 เมษายน 2555 โดยยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) | เว็บไซท์ battleshipmovie

[เรื่องและรูปจาก United International Pictures Thailand]

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

©2009-2016 POPpaganda.net | Powered by WordPress | Developed by felizt