ASOS Asia

MOVIES

NEW MOVIE: Titanic 3D

April 3, 2012

LINE it!

titanic_3d_poster

“ไททานิคถูกเรียกว่าเรือแห่งความฝันและสมฉายา สมฉายาจริงๆ…”

titanic_3d_01titanic_3d_02titanic_3d_03titanic_3d_04

เมื่อปี 1997 ภาพยนตร์เรื่อง TITANIC ผลงานของเจมส์ คาเมรอนได้โลดแล่นสู่โรงภาพยนตร์ เรื่องราวแห่งความรักที่น่าใจหายและเป็นอมตะที่สุดของโลกได้เกิดขึ้น เส้นทางของภาพยนตร์ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่อลังการยิ่งใหญ่ระดับโลกสมกับชื่อภาพยนตร์ ภาพยนตร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award หลายสาขา, รางวัล Academy Awards11 รางวัลและกวาดรายได้ไปทั่วโลกมากกว่า 1.8 พันล้านเหรียญ วันที่ 6 เมษายน 2012 ตรงกับช่วงเวลา 100 ปีหลังจากที่เรือแห่งประวัติศาสตร์อับปางลง และเป็นช่วง 15 หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง TITANIC ฉบับแรกที่เคยมีการฉายจะถูกกู้กลับมาสู่โรงภาพยนตร์ในรูปแบบ 3 มิติขั้นสูง

จากการฉายในครั้งแรกภาพยนตร์เรื่อง TITANIC จึงเฉลิมฉลองด้วยการพาผู้ชมย้อนเวลากลับไปใต้ท้องเรือของ R.M.S Titanic ภายใต้ความอลังการของเรือ รวมถึงการเข้าสู่หัวใจแห่งพันธนาการรักต้องห้าม พร้อมกับการพุ่งชนครั้งยิ่งใหญ่ของเรือ ความหยิ่งจองหอง นิสัยที่แท้จริง และชะตากรรมของมนุษย์ สำหรับตอนนี้เทคโนโลยีการแปลงภาพเป็น 3 มิติที่ล้ำสมัยทำให้ผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน เจ้าของรางวัล Oscar® สามารถนำความรู้สึกจากภายในและประสบการณ์บนจอภาพยนตร์ของเรื่อง  TITANIC ที่จินตนาการไว้มาสู่ผู้ชมได้แล้ว

ขั้นตอนด้านศิลปะของการสร้างภาพของภาพยนตร์เรื่อง TITANIC รูปแบบ 3 มิติถูกควบคุมโดยคาเมรอนทั้งหมด พร้อมกับจอน แลนดาวคู่หูในการผลิตมาอย่างยาวนานของเขา ทั้งคู่ผลักดันบริษัทการแปลงภาพ Stereo D ได้อย่างไร้ที่ติจนคาดไม่ถึง คาเมรอนชี้นำให้พวกเขาใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีล่าสุด ไม่ใช่เพื่อขยายกระแสภาพยนตร์ให้กว้างขึ้นเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงพลังของภาพ 3 มิติที่สร้างความตื่นเต้นโดยส่วนตัวกับภาพยนตร์ที่มากขึ้นได้อีกด้วย

“ภาพ 3 มิติได้ยกระดับความน่าตื่นเต้นของภาพยนตร์เรื่อง TITANIC ทุกช่วงเวลา รวมถึงช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดของหนังด้วย” คาเมรอนกล่าวสรุป “ยิ่งไปกว่านั้นคุณจะรู้สึกเหมือนอยู่ในช่วงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่แจ็คกับโรสผ่านพ้นกันมาด้วย ภาพ 3 มิติเพิ่มประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้น”

ขณะที่เนื้อหาของเรื่อง TITANIC ที่น่าสนใจไปทั่วโลก ได้แก่ เรื่องราวของความหรูหราสูงส่งของมนุษย์ ต้นตอที่มาแห่งความหายนะ และความรักสามารถอยู่เหนือความอคติ ชนชั้นสังคมและกาลเวลา ทุกอย่างนี้ยังคงไว้เหมือนเดิม ผู้สร้างภาพยนตร์เชื่อว่าการแปลงภาพเป็น 3 มิติจะถ่ายทอดท่วงทำนองที่สดใหม่สู่ผู้ชมภาพยนตร์ที่มีความหลากหลายได้ รวมทั้งผู้ชมในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ยังไม่เคยมีโอกาสชมภาพยนตร์บนจอ

“เนื้อหาของเรื่อง TITANIC ตรงกับเหตุการณ์ปัจจุบันของเมื่อ 15 ปีก่อน” แลนดาวกล่าว “ผมคิดว่าคนที่ได้ชมภาพยนตร์จะพบว่าตัวเองถูกถ่ายทอดสู่ภาพยนตร์ในรูปแบบใหม่ แต่จะมีผู้ชมหลายคนที่ได้ชมภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดไม่ทันช่วงที่มีการฉายในปี 1997 ผู้ชมที่เป็นเด็กและเป็นผู้ใหญ่ต่างได้รับบางสิ่งบางอย่างจากหนังกลับไป”

เขากล่าวต่อ “หากเราสร้าง TITANTIC ขึ้น ณ วันนี้ ผมมั่นใจว่าเราจะใช้เทคโนโลยี 3 มิติ แน่นอนว่าเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ แต่เทคโนโลยีในทุกวันนี้ทำให้เราแปลงหนังให้อยู่ในรูปแบบนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่เราไม่เคยคิดมาก่อนในช่วงปี 1997 สำหรับจิมและผมแล้วมันถือเป็นกำไรสุดๆ”

ภาพยนตร์เรื่อง TITANIC เกือบเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมขึ้นทันทีที่มีการฉาย ภาพยนตร์ทำลายสถิติบ็อกซ์ ออฟฟิศ (ที่ยังยืนหยัดอยู่จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่อง AVATAR ของคาเมรอนทำลายสถิติไปอีกครั้งในท้ายที่สุด) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดซึ่งถูกจารึกไว้ในจินตนาการ บางทีอาจเป็นลักษณะของเรือที่เหมือนโลกใบเล็กๆ ของชีวิตมนุษย์ เป็นสถานที่มีความขัดแย้งและอันตรายอย่างไม่จบสิ้น โดยมนุษย์ไม่สามารถยุติปัญหา มีความกล้าหรือมีความหวังเลย อาจมีความงดงามในห้วงสัมพันธ์ระหว่างแจ็คกับโรส ซึ่งไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องจารีตประเพณีหรืออำนาจจากธรรมชาติอันโหดร้ายที่จะมาพรากเขาจากกันได้ อาจมีรายละเอียดที่สลับซับซ้อนของการผลิตที่จะพัดผาผู้ชมเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและมีความสมจริงอย่างลึกซึ้ง

ไม่ว่าภาพยนตร์จะมีที่มาของพลังจากไหนก็ตาม TITANIC มีชีวิตที่เป็นตัวตนของตัวเอง นักแสดงหนุ่มผู้มีอนาคตที่รับบทเป็นคู่รักที่ถูกลิขิตเอาไว้ของเรื่องอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ เคท วินสเล็ต ทั้งคู่กลายเป็นดาวเจิดจรัสที่ได้รับรางวัลจากสายอาชีพ ซึ่งเหมือนเป็นไฟส่องทางของโลกฮอลลีวูด คาเมรอนไม่หยุดยั้งการยกระดับคุณภาพของภาพยนตร์ ส่งผลให้ภาพยนตร์ยอดฮิตเรื่องดัง AVATAR ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการพูดกันอย่างหนักเรื่องศักยภาพอย่างสมบูรณ์แบบของ 3 มิติที่เปิดกว้าง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เกิดขึ้นพร้อมกันระหว่างการสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาและการดึงผู้ชมเข้าสู่เรื่องราวแนวดราม่าที่มีความซับซ้อน

ในฐานะของผู้กำกับเดียวที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จด้านภาพ 3 มิติมากที่สุด มันเหมือนเรื่องปกติสำหรับคาเมรอนที่จะย้อนกลับไปสู่ที่สุดแห่งตำนานของภาพยนตร์เรื่องดังของเขาทุกเรื่อง ซึ่งตอนนี้ภาพ 3 มิติได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่ความโดดเด่นอยู่ที่ความมุ่งมั่นในภาพยนตร์ต้นฉบับของผู้สร้างภาพยนตร์ที่จะสร้างประสบการณ์ที่แท้จริงให้ผู้ชมได้อย่างไม่มีเปลี่ยน มีการเปลี่ยนแปลงแค่เพียงเครื่องมือเท่านั้น ทุกคำในฐานะของผู้กำกับยังคงเดิมเมื่อปี 1997 ก็ยังคงมีความมั่นคง เปรียบเสมือนเจตนารมณ์ในการแปลงเป็น 3 มิติในปี 2012

เป้าหมายของผมในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่นำเสนอจุดจบที่สะเทือนใจของเรือที่มีชื่อเสียงลำนี้เท่านั้น แต่รวมถึงสาระสำคัญและความงามของเธอด้วย มีการถ่ายทอดถึงความงาม ความอุดมสมบูรณ์ ความร่าเริงและความหวังแห่งเรือ Titanic บรรดาผู้โดยสารและลูกเรือที่ถูกขัดขวางเป็นอุปสรรคจากด้านมืดของตัวมนุษย์ที่อยู่ในโศกนาฎกรรมครั้งนี้ มีการยกย่องสปิริตของมนุษย์ที่มีความสามารถอย่างไร้ขีดจำกัด Titanic ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่สร้างข้อเตือนใจเท่านั้น แต่เป็นตำนาน นิยาย เรื่องเปรียบเทียบของมนุษย์ผู้โชคร้าย และยังเป็นเรื่องราวของความยึดมั่นในศรัทธา ความกล้า ความเสียสละ และที่เหนือยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดคือความรัก”

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวความรักแห่ง Titanic ปรากฏขึ้นบนเรือ R.M.S. Titanic ที่ออกเดินเรืออันเป็นโศกนาฏกรรมครั้งแรก โดยน่าจะเป็นเรือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปี  1912 เรือไททานิคคือเรือที่มีการเดินเรือครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างเรือมาบนความภูมิใจและความยินดีของผู้โดยสารเรือไอน้ำ White Star Line  ไททานิคได้รับการขนานนามว่าเป็นเรือที่มีความหรูหราและล้ำสมัยที่สุดในยุคนั้น จนในที่สุด “เรือแห่งความฝัน” ได้มีการออกทะเลก่อนยุคแห่งการบิน แต่สุดท้ายเรือได้พาผู้โดยสารมากกว่า 1,500 คนไปพบกับจุดจบในน้ำที่หนาวเย็นทางแอตแลนติกเหนือเมื่อวันที่ 15 เมษายนของ 100 ปีที่แล้ว

การเดินทางของเรือไททานิคของภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นที่จุดซึ่งเป็นที่ฝังเรือใต้ทะเลที่ความลึก 2 ไมล์ครึ่งใต้มหาสมุทรแอตแลนติก  โดยในจุดนี้นักล่าสมบัติ (บิล แพกซ์ตัน) เดินทางมาเพื่อขุดสมบัติอดีตเรือที่หรูหรา เพียงเพื่อนำเรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่าขานขึ้นมาบนบก ซากปรักหักพังอย่างน่าสลดสะท้อนถึงการรวมความประทับใจของเรือสำหรับช่วงการเตรียมมื้อกลางวันบนเรือที่ออกเดินทางเป็นครั้งแรกจากประเทศอังกฤษ

ท่ามกลางผู้มาส่งนับพันที่มาอำลาให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ชะตาลิขิตได้เรียกขานวิญญาณทั้ง 2 ดวงให้มีการปลูกฝังความปรารถนาที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล โรส เดวิตต์ บูคาเตอร์ (เคท วินสเล็ต เจ้าของรางวัล Academy Award®) สาวอเมริกันชนชั้นสูงวัย 17 ปีผู้มีความอึดอัดภายใต้สังคมที่มีแต่ความคาดหวังอย่างเข้มงวดในสังคมยุคเอ็ดเวิร์ด เธอตกหลุมรักกับผู้โดยสารหนุ่มชนชั้นต่ำสุดของเรือที่มีความร่าเริงอย่าไงร้ขีดจำกัด แจ็ค ดอว์สัน (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เจ้าของรางวัล Golden Globe และผู้เข้าชิงรางวัล Academy Award®) เมื่อเขาได้เปิดโลกทัศน์ที่อยู่ภายนอกกรงทองให้เธอได้เห็น ความรักที่ถูกกีดกั้นระหว่างโรสและแจ็คเป็นจุดกำเนิดแห่งปริศนาที่จะดังกึกก้องไปอีกหลายช่วงยุคสมัย ไม่มีสิ่งใดในโลกมาแทรกผ่านระหว่างพวกเขาไปได้ แม้แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดอย่างการจมของเรือไททานิคก็ตาม

การแปลงภาพเป็น 3 มิติ

สำหรับเจมส์ คาเมรอนแล้ว การแปลงภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างเรื่อง TITANIC เป็นภาพระบบ 3 มิติที่มีความสมจริงไม่ใช่สิ่งที่คาดคิดเอาไว้มาก่อนเลย ในทางกลับกันคาเมรอนเป็นผู้ชำนาญด้านเทคโนโลยี 3 มิติระดับแถวหน้ามานานกว่านับทศวรรษ และได้รับการนับถือให้เป็นผู้บุกเบิกจินตนาการแห่งการถ่ายทอดเรื่องราวในแบบหลายมิติ ซึ่งในความรู้สึกของด้านนั้นการแปลงภาพในภาพยนตร์เรื่อง TITANIC จึงเป็นการสำรวจโลกแห่ง 3 มิติของเขาไปอีกขั้น และเป็นการยกย่องภาพยนตร์ที่เขาอยากสร้างให้เกิดประสบการณ์ที่เต็มอิ่มอย่างไร้ที่ติเท่าที่จะเป็นไปได้

คาเมรอนเริ่มศึกษาการใช้เทคโนโลยี 3 มิติย่างสร้างสรรค์ในปี 2001 โดยเริ่มใช้กับซีรี่ส์สารคดีที่ได้รับคำชมในระบบ 3 มิติเรื่อง GHOSTS OF THE ABYSS จากนั้นเขาได้สร้างผลงานแบบใหม่ขึ้นอย่างกล้าหาญในเรื่อง AVATAR ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่รู้สึกได้ถึงการปฏิวัติวงการภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ โดยตลอดเวลาคาเมรอนได้สร้างหลักการและเทคนิคต่างๆ ที่จะยืดศักยภาพของระบบด้วยตัวเอง ในปี 2011 คาเมรอนก่อตั้ง Cameron-Pace Group ขึ้นมาร่วมกับวินซ์ เฟซ เพื่อเร่งการพัฒนาระบบ 3 มิติของวงการบันเทิงทั่วโลก ระบบ Fusion Camera ของพวกเขาได้กลายเป็นระบบของกล้องสามมิติที่ดีที่สุดของโลก

“ผมรู้สึกว่าเทคโนโลยีต่างๆ ที่กำลังก้าวล้ำแค่เอื้อม จะสามารถสร้างอนาคตแห่ง 3 มิติได้อย่างน่าอัศจรรย์” คาเมรอนอธิบาย “และผมเชื่อมั่นมาโดยตลอดเวลาการใช้ระบบ 3 มิติที่คุ้มค่าที่สุด คือการทำให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มอิ่ม ลากพวกเขาให้เข้ามาอยู่บนจอในช่วงเวลาเดียวกับตัวละครต่างๆ ได้”

ความตั้งใจของเขาที่แท้จริงในการแปลงภาพยนตร์ TITANIC คือการนำผู้ชมลงลึกถึงใจความสำคัญของเรื่องราวสุดคลาสสิคแห่งความหายนะครั้งยิ่งใหญ่และความรักแห่งตำนานให้ลึกซึ้งลงไปอีกขั้น  โดยการแปลงครั้งนี้สอดคล้องกับช่วงครบรอบ 100 ปีของโศกนาฏกรรมแห่งประวัติศาสตร์ของเรือที่น่าสะเทือนใจมีความหมายเป็นพิเศษ “ผมรู้สึกว่า TITANIC เป็นสิ่งที่คู่กับจอภาพยนตร์และการแปลงภาพเป็นวิธีหนึ่งที่จะนำภาพยนตร์กลับมาโลดแล่นบนจอได้ และเป็นการรำลึกถึงเรือพร้อมความรู้สึกอันทรงพลังยิ่งขึ้น” คาเมรอนกล่าว

เขากล่าวต่อ “ภาพยนตร์เรื่อง TITANIC เป็นผลงานที่ผมอยากให้การทุ่มเทและมีส่วนร่วมในทุกย่างก้าวของการแปลงภาพ เพื่อนำเสนอภาพยนตร์ด้วยรูปแบบใหม่ในช่วงครบรอบ 100 ปีของการจมซึ่งมีความสำคัญต่อผม สอดคล้องกับการแปลงภาพ 3 มิติที่มีความสมบูรณ์แบบแล้ว ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ภาพยนตร์จะได้อยู่บนจออีกครั้ง ผู้ชมจะได้ร่วมแชร์ความรู้สึกต่างๆ ทั้งความรัก การสูญเสีย และทุกสิ่งได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

คาเมรอนไม่ได้หลงรักภาพยนตร์มาเป็นเวลานานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรักเรื่องราวด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษาสำรวจด้วย ประเด็นเหล่านี้วนเวียนอยู่ในวิชาชีพและชื่อเสียงของเขา และเป็นส่วนใหญ่ของการผลิตภาพยนตร์เรื่อง TITANIC ภาคต้นฉบับ การแปลงภาพ 3 มิติเป็นสิ่งที่ขยายมาจากสิ่งที่เขาสร้างไว้ในเรื่อง TITANIC ตั้งแต่แรกเริ่ม มีการใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อสร้างภาพยนตร์ให้ดูสมจริงเหมือนภาพที่วางแผนเอาไว้ ตอนนี้เขาพร้อมที่จะมุ่งมั่นทุ่มเทในความชำนาญด้านความซับซ้อนของวิธีการสร้างภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในระบบ 2 มิติให้มีความรู้สึกเหมือนถูกออกแบบให้เป็นภาพ 3 มิติตั้งแต่แรก เขาได้กลับมาร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้าง จอน แลนดาวเพื่อรับหน้าที่พิสูจน์ให้เห็นว่าต้องใช้ความสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับด้านวิชาการ

แลนดาวเล่าว่าเขากับคาเมรอนเริ่มคุยกันเรื่อง TITANTIC ในรูปแบบ 3 มิติเมื่อหลายปีที่แล้ว “พอเราทั้งคู่เริ่มให้ความสนใจเรื่อง 3 มิติ เราแทบจะเริ่มคุยกันเกี่ยวกับการหวนสู่ TITANIC ในวันเดียว” ผู้อำนวยการสร้างจำได้ว่า “เรานึกถึงคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีโอกาสสัมผัสภาพยนตร์บนจอหนัง”

คาเมรอนและแลนดาวต่างรู้สึกเหมือน TITANIC พร้อมที่จะเป็นระบบ 3 มิติแล้ว แต่คำถามคือระบบ 3 มิติมีความพร้อมที่จะประยุกต์กับการผสมผสานกันของภาพที่น่าตื่นเต้นและภาพระยะใกล้ที่มีลักษณะพิเศษของเรื่อง TITANIC หรือเปล่า และจากการทดสอบในช่วงแรกร่วมกับบริษัท Stereo D ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าด้านการแปลงภาพ 2 มิติเป็น 3 มิติชี้ให้เห็นว่าความหวังและการคาดการณ์อย่างสูงของคาเมรอนมีโอกาสเป็นจริงแล้ว

“ผมอยากแน่ใจว่าการแปลงภาพจะสำเร็จได้อย่างไม่มีข้อยกเว้น” คาเมรอนกล่าว “ผมอยากให้ท้ายที่สุดรู้สึกเหมือนเราถ่ายทำ TITANIC ด้วยกล้องระบบสามมิติตั้งแต่แรก มันต้องเข้าถึงมาตรฐานระดับนั้น เราทำการทดสอบกับฉากที่มีผู้คนจำนวนมากวิ่งขึ้นไปหัวเรือ เพื่อดูว่าเราสามารถจับภาพที่มีความซับซ้อนแบบนั้นได้มั้ย เราเลยรู้ว่า TITANIC มีความเหมาะสมกับภาพ 3 มิติแล้ว และตอนนี้เราได้เห็นหนังในระบบ 3 มิติที่มีความสมบูรณ์ถึงขั้น”

เรือมีความอลังการอย่างชัดเจน การวิ่งชนกันอย่างโกลาหลจากการเตือนเรื่องภูเขาน้ำแข็ง และความพยายามดิ้นรนของผู้โดยสารตอนเรือจมลงไปในน้ำที่เย็นยะเยือกต้องมีสีสันและดูน่ากลัวอย่างเข้มข้นขึ้นด้วยการใช้ภาพ 3 มิติ และคาเมรอนให้ความสนใจว่าภาพ 3 มิติจะพัฒนาอะไรได้อีก เช่น ความน่าหลงใหลในเรื่องที่ยากจะบรรยายออกมา ซึ่งภาพยนตร์จะมีแนวทางเดียวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ทุกเรื่องของคาเมรอน ตั้งแต่ ALIENS ไปจน TERMINATOR และจนถึงเรื่อง AVATAR ที่ไม่ได้นำเสนอแค่เรื่องความกล้าหาญและความชื่นชอบทางด้านภาพในการสำรวจโลกใบนั้น แต่ยังมีเรื่องความรักที่เขาต้องการอีกด้วย

“ภาพยนตร์ของผมอาจมีฉากแอ็คชั่นที่ดุเดือดเข้มข้น แต่ใจความหลักของหนังแต่ละเรื่องล้วนเกี่ยวกับเรื่องความรัก” ผู้กำกับกล่าวถึงผลงานของเขาในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ตัวอย่างที่ดีที่สุดในด้านเรื่องราวความรักอันน่าหลงใหลของคาเมรอนอยู่ในเรื่อง TITANIC การแปลงภาพของช่วงเวลาแห่งความลึกซึ้งของภาพยนตร์ให้ได้มากเท่ากับฉากแอ็คชั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขา โดยเขาเล็งเห็นโอกาสที่จะได้ศึกษาค้นคว้าว่า 3 มิติไม่ได้สร้างเรื่องราวในอีกโลกหนึ่งเท่านั้น แต่ยังลงลึกถึงสิ่งที่อยู่ภายในตัวมนุษย์ได้อีกด้วย

“ภาพ 3 มิติไม่ได้เพิ่มระดับความน่าตื่นเต้นของสิ่งแวดล้อมและฉากแอ็คชั่นเท่านั้น แต่รวมถึงปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์อีกด้วย” ผู้กำกับกล่าวอย่างชัดเจนว่า “ช่วงเวลาที่มีความลึกซึ้งที่สุดจะยิ่งทรงพลังมากขึ้น เพราะเราจะรู้สึกได้ว่าเราได้มีส่วนร่วมกับความรัก ความกลัว หรือความหวังของตัวละครในฉากนั้น ผมว่านี่เป็นสิ่งที่ฮอลลีวูดมองข้ามไปเยอะมาก มีความเข้าใจอยู่บ่อยครั้งว่าภาพ 3 มิติจะเพิ่มความโดดเด่นให้หนังแอ็คชั่นหรือหนังแอนิเมชั่น แต่ภาพ 3 มิติยังรวบรวมอารมณ์ความรู้สึกได้มากอีกด้วย”

แลนดาวกล่าวเสริมว่า “ในความเป็นจริงแล้วภาพ 3 มิติมีความเหมาะสมสำหรับหลายฉากในเรื่อง TITANIC ที่ไม่เกี่ยวข้องกับฉากแอ็คชั่น มันสร้างแรงดึงดูดให้ผู้ชมและทำให้เกิดประสบการณ์ที่ลุ่มลึกมากขึ้น ผมหวังว่าการแปลงภาพยนตร์เรื่อง TITANIC จะช่วยให้ผู้สร้างภาพยนตร์เข้าใจได้ว่าระบบ 3 มิติมีความเหมาะสมสำหรับภาพยนตร์แนวดราม่าด้วยคุณภาพที่ชัดเจน เริ่มจากโอกาสที่ได้สัมผัสความรู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่บนโต๊ะทานอาหารร่วมกับเคทและลีโอ ได้โบยบินไปกับพวกเขาที่หัวเรือ ทุกคนจะแปลกใจว่าพวกเขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องราวที่มีความยิ่งใหญ่มากขึ้นได้อย่างไร”

ขั้นตอนการแปลงภาพเริ่มจากการแสกนเนกาทีฟ 35 มม.ดั้งเดิมให้เป็นต้นฉบับดิจิตอล 4K อันคมกริบที่กำจัดข้อบกพร่องของภาพทั้งหลายออกไป เพียงข้อเดียวก็สร้างความตื่นเต้นให้บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ได้แล้ว “ถึงเราดูภาพยนตร์ฉบับมาสเตอร์ 2 มิติก็ยังดูน่าอัศจรรย์กว่าที่เคยฉายเมื่อปี 1997” คาเมรอนกล่าว

การปรินท์อย่างชัดเจนต้องใช้เวลาเป็นปีท่ามกลางผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ประมาณ 300 คนที่ต้องใช้เวลาทำงานนานกว่า 750,000 ชั่วโมงเพื่อ “ปั้น” ภาพต้นฉบับให้อยู่ในรูปแบบ 3 มิติที่เต็มไปด้วยรายละเอียดด้านดิจิตอลทั้งความลึกและอลังการ

“การแปลงภาพยนตร์สักเรื่องให้เป็นระบบ 3 มิติมันไม่เหมือนกับการร่ายไม้กายสิทธิ์เลย” คาเมรอนอธิบาย  “ไม่มีโปรแกรมปราบเซียนที่จะรู้วิธีการแปลงสิ่งต่างๆ เป็นรูปแบบ 3 มิติได้ในยามที่ไม่มีข้อมูล 3 มิติจากภาพต้นฉบับ เราต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญนับร้อยต้องทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อสร้างภาพร่างของวัตถุทุกอย่างที่อยู่ในเฟรม สร้างใบหน้าของตัวละครแต่ละตัวให้ถูกต้องตามจริง”

คาเมรอนร่วมงานกับวิลเลียม ชีแร็ค ผู้ก่อตั้ง Stereo D อย่างใกล้ชิดเพื่อรวมทีมสร้างผลงานด้านวิชวลที่ยอดเย่ยม ชีแร็คเข้าใจถึงหน้าที่ภารกิจของเขาดีว่า “มันเป็นเรื่องง่ายมาก ตั้งมาตรฐานขั้นสูงด้วยการแปลงภาพ 3 มิติที่ดีที่สุดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน” เขากล่าวสรุป “เทคโนโลยีเดินทางมาถึงจุดที่ตอนนี้เราสามารถถ่ายทอดสิ่งที่เจมส์ คาเมรอนต้องการให้มีคุณภาพในระดับที่เขาพอใจได้แล้ว เขาอยากให้หนังมีความรู้สึกที่ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในหนัง ไม่ได้เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์”

เราไม่ควรจะยอมรับในผลที่ออกมาเพียงอย่างเดียว  “ผมเชื่อว่านี่เป็นการแปลงภาพที่มีความละเอียดอ่อนที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา” ชีแร็คกล่าว “เรามีเฟรมที่ต้องจัดการประมาณคนละ 295,000 เฟรม โดยแต่ละเฟรมต้องมีความซับซ้อนและความลึกซึ้งที่เหมือนๆ กัน”

ขั้นตอนการแปลงต้องใช้เวลา แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือมันต้องมีความงามด้านศิลปะที่ยอดเยี่ยม “ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมารับมือกับงานนี้” ชีแร็คอธิบาย“ทุกเฟรมต้องดูเป็นงานศิลป์ ต้องมีมุมมองที่สร้างสรรค์เพื่อมองว่าเราจะเพิ่มความลึกเข้าไปในเฟรมนั้นได้อย่างไร”

ตลอดเวลาทีมงานเกิดแรงกระตุ้นจากการควบคุมของคาเมรอน “จริงๆ แล้วมันไม่ต่างจากการกำกับภาพยนตร์ของเขาเป็นครั้งแรกเลย” ชีแร็คกล่าว “เขาเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการอย่างชัดเจน เขามีความกระตือรือร้นมาก และมันนำมาสู่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่อยากสร้างผลงานที่ดีที่สุดให้เขา เขานำสิ่งเหล่านั้นมาสู่ทุกคน”

ชีแร็คเล่าต่อ “คาเมรอนใช้เทคโนโลยี 3 มิติเหมือนเป็นเครื่องมือของจริง เขาไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษอะไรเลย เพราะในยามที่เรามีเรื่องราวที่สนุกสนาน มันไม่มีเหตุผลที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษเลย แต่ผมคิดว่าภาพยนตร์ของเขามีการแปลงได้ดีเป็นพิเศษ เพราะด้วยตำแหน่งผู้สร้างภาพยนตร์เขาเข้าใจถึงเรื่องความลึกได้ดีกว่าแทบทุกคน แม้แต่ในภาพแบบ 2 มิติ ภาพยนตร์ของเขาก็ต้องรู้สึกเหมือนมีความลึกของภาพ ผมจำได้ว่าตอนที่ดู TITANIC เป็นครั้งแรก ในฉากที่อันเลื่องลือของการกวาดภาพลำเรือ เรารู้สึกเหมือนมันดูสมจริงมาก นั่นเป็นจุดที่เทคโนโลยีปล่อยให้เขาหวนกลับไปหาช่วงนั้นได้ และตอนนี้ถึงช่วงที่เทคโนโลยีปล่อยให้เขาทำได้แล้ว”

ผู้มาร่วมงานกับคาเมรอนและชีแร็คเป็นผู้ควบคุมด้านวิชวลของภาพยนตร์อีก 2 คน ได้แก่ ไมค์ เฮดายาติ และ โยอิชิโร่ อาโอกิ ผู้เคยร่วมทีมกับศิลปินร็อตโต ศิลปินด้านความลึกของรายละเอียดและจิตรกร“จิมเป็นคนที่ร่วมงานด้วยแล้วรู้สึกดีมาก” เฮดายาติกล่าว “และรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เราได้สร้างผลงานให้ดียิ่งขึ้น เขากระตุ้นเราได้มาก ในอดีตเราอาจมีผู้ชำนาญมาร่วมงานในฉาก 2 วัน แต่สำหรับ TITANIC 3 มิติ ผู้ชำนาญต้องใช้เวลาถึง 2-3 อาทิตย์ต่อฉากเพื่อให้ได้ผลที่ดียิ่งขึ้น”

อาโอกิเล่าว่าทีมงานรู้สึกกลัวต้นฉบับดิจิตอลตั้งแต่เริ่มต้น  “ก่อนที่เราจะเริ่มงาน เรารู้สึกเครียดมาก แต่หลังจากนั้นเราได้ดูหนังในระบบดิจิตอลมาสเตอร์ แสงสีในหนังช่างดูหรูหราอย่างงดงามมาก” เขากล่าว “มันช่วยเราในด้านการแปลงภาพ 3 มิติเพราะเราได้แนวทางหลายอย่างจากภาพ 2 มิติ”

จากนั้นไม่นานความกังวลของอาโอกิในช่วงแรกก็เปลี่ยนเป็นความพึงพอใจมาก “ผมคิดว่า TITANIC ในเวอร์ชัน 3 มิติจะทำให้คุณได้รับประสบการณ์อย่างที่ไม่เคยมาก่อน” เขาสรุปว่า “นี่เป็นหนังที่สร้างประวัติศาสตร์และตอนนี้ผมคิดว่าเรากำลังสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นอีกรอบแล้ว”

สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคาเมรอนระหว่างช่วงการสร้างต้นฉบับ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการแปลงคือการรู้สึกถึงชีวิตและสีสันบนเรือ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือฉากที่ถ่ายเรือบนทะเลแบบกว้างๆ “มันเป็นโลกส่วนตัวของมันเอง เหมือนกับเรื่อง AVATAR ที่เราอาศัยอยู่ในโลกนั้นตลอดช่วงเวลาของหนังเรื่องนั้น” คาเมรอนกล่าว “ผมอยากใส่ความอลังการทุกแง่มุมของเรือลงไป แต่ความรู้สึกที่น่าสลดหดหู่มันอยู่เหนือกว่าทุกสิ่ง มันกลายเป็นการเปรียบเทียบว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างทุกสิ่งให้มีความงดงามอย่างที่สุด แต่ก็ส่งผลเสียให้เราได้เช่นกันหากเราไม่มองถึงผลร้ายที่รออยู่เบื้องหน้า” การทำงานในฉากที่ถ่ายเรือมุมกว้างเป็นความท้าทายสำหรับทีมงานมาก “ตามปกติเราอยากให้ฉากเหล่านั้นมีความลึกให้มากที่สุด แต่มันก็ส่งผลกระทบต่อฉากที่มีขนาดเล็กด้วย” เฮดายาติอธิบาย “จิมมีความอ่อนไหวต่อเรื่องนั้นมากและบอกให้เรานำกลับมาสร้างให้มีความรู้สึกเป็นธรรมชาติและดูสมจริงมากขึ้น”

ขณะเดียวกันเหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างมีความตั้งใจกับฉากต่างๆ ทีละฉากอย่างจริงจัง “เราระมัดระวังฉากโคลสอัพมาก” ชีแร็คกล่าว “ข้อหนึ่งที่สร้างความแตกต่างให้ Stereo D คือความสามารถด้านการแกะใบหน้าต่างๆ ได้อย่างสมจริง ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งเราถ่ายใกล้ใบหน้าเท่าไหร่ เราก็ยิ่งแกะใบหน้าของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น” โยอิชิโร่ อาโอกิ กล่าว “เราสัมผัสภาพ 3 ได้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าหากการแปลงภาพทำได้ไม่ดี เราก็จะรู้สึกได้เลยในฉากนั้น”

สำหรับคาเมรอน ความตื่นเต้นของการแปลงภาพ 3 มิติที่สำคัญน่าจะเป็นโอกาสที่เขาจะได้ปลุกชีพภาพยนตร์ของผู้ชมทั้งหลายขึ้นมาเป็นครั้งที่ 2 เขารู้ดีว่าภาพยนตร์จะมีความหมายที่ต่างไปเมื่อมาฉายในโรงภาพยนตร์ปี 2012 จากที่เคยฉายปี 1997 และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเกิดความสนใจ

“ภาพยนตร์เรื่อง TITANIC ในวันนี้จะมีความหมายที่ต่างออกไปจากสิ้นเชิงสำหรับผู้ที่เคยชมครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อน บางทีคนๆ นั้นอาจแต่งงานไปแล้ว อาจมีลูก ได้เฝ้าดูชีวิตและเกิดความรักในแบบที่ต่างออกไป” เขาคิดทบทวน “สำหรับพวกเขาแล้ว ภาพยนตร์อาจรู้สึกถึงความรักที่โรแมนติกได้น้อยลง แต่สัมผัสได้ถึงหน้าที่และสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบบนโลกนี้ แต่หากคุณเป็นเด็กวัย 8 ขวบที่ได้ดูหนังเป็นครั้งแรก มันก็จะกลายเป็นเรื่องของเรือที่มีความเยือกเย็นและการแข่งขันเพื่อเอาชีวิตรอด หากคุณเป็นวัยรุ่นที่กำลังมีรักแรกเริ่มก็จะรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องราวของตัวคุณเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องราวของ TITANIC มีใจความบางสิ่งถึงคนทุกช่วงสมัย”

เกี่ยวกับภาพยนตร์ต้นฉบับ

แรงบันดาลใจ

ในช่วงเริ่มต้นเมื่อศตวรรษที่ 20 แรงดลใจสำหรับการสร้างภาพยนตร์บนท้องทะเลสุดอัศจรรย์เรื่อง Titanic คือการนำมนุษย์ในหลากหลายแง่มุมมาอยู่ร่วมกัน แต่ละคนมีเหตุผลของตนเพื่อร่วมเดินทางไปกับเรือที่เดินสมุทรเป็นครั้งแรก เช่น ผู้นำแห่งอุตสาหกรรมและผู้อพยพย้ายถิ่นอย่างมีความหวัง Titanic เป็นสัญลักษณ์สำคัญถึงความเจริญก้าวหน้าสู่ยุคแห่งความล้ำสมัยของมนุษย์ ทราบกันดีว่าเป็น “เรือที่ไม่มีวันจม”สินค้าอันล้ำค่าจำนวนมากกว่า 2,200 ชิ้นเริ่มเดินทางจากเซาแธมป์ตันประเทศอังกฤษไปยังเมืองนิวยอร์คด้วยความรู้สึกแห่งการคาดหวัง ความน่าเกรงขาม และนิมิตหมายที่ดี. . . เป็นการล่องเรือไปอย่างช้าๆ สู่หายนะครั้งประวัติศาสตร์ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ

ตำนานอันทรงพลังที่เกิดขึ้นบนเรือไททานิค ซึ่งมีเรื่องราวของความกล้าหาญและความหวาดกลัวที่วนเวียนอยู่จากการรายงานทางประวัติศาสตร์ บทกวี ดนตรี ภาพยนตร์และนิยายต่างๆ ที่มากเกินกว่าจะนับได้ หลังการสืบค้นนานหลายทศวรรษ ซากเรือไททานิคถูกพบขึ้นโดยคณะทีมผู้เดินทาง นำโดย ดร.โรเบิร์ต บอลลาร์ด เมื่อปี 1985 เรือสองท่อนกองราบอยู่ 12,378 ฟีตใต้พื้นผิวมหาสมุทร และการค้นพบจะนำไปสู่ความขัดแย้งและความน่าประทับใจที่สืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งน่ากลัวขนาดยักษ์ใต้ผืนทะเลเป็นสิ่งแรกที่สร้างจินตนาการให้เจมส์ คาเมรอน และภาพจินตนาการเรื่องราวแห่งความรักของเขาก็ถูกโยงเข้ากับชะตากรรมของเรือ เขาหลับตานึกถึงภาพของคนสองคนที่มาจากสังคมต่างกันได้มาพบกันบนเรือที่ออกแบบมาเหมือนเป็นอุปสรรคในการพบเจอกัน เมื่อแจ็ค ดอว์สัน ผู้โดยสารชั้น 3 กับโรส เดวิตต์ บูเคเตอร์ ผู้โดยสารชั้น 1 ได้มาพบกัน พวกเขายอมเสี่ยงตายไปพร้อมกันโดยการฝ่าฝืนจารีตประเพณีที่น่าอึดอัดในยุคสมัยนั้นและตกหลุมรักกันในท้ายที่สุด

“โศกนาฏกรรมแห่งเรือไททานิคถูกมองเหมือนเป็นภาพในนิยายจากการรวบรวมความคิดของเรา” คาเมรอนกล่าวเมื่อปี 1997 “แต่เส้นทางแห่งกาลเวลานี้ได้ช่วงชิงภาพลักษณ์และพลกำลังของมวลมนุษย์ ผมหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างโรสและแจ็คจะเป็นชนวนแห่งอารมณ์และปล่อยให้ผู้ชมได้ใช้จินตนาการ ใช้ความรู้สึกเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง”

การคัดเลือกตัวนักแสดง

การที่มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนว่าแจ็คและโรสเป็นพลเมือง คาเมรอนจึงตามหาคู่นักแสดงที่สามารถแสดงตัวละครเหล่านี้ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ สุดท้ายเขาได้เลือกนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง 2 คน ได้แก่ ลีโอนาโด และ เคท วินสเล็ต โดยทั้งคู่ต่างเป็นผู้ได้รับการเข้าชิงรางวัล Oscar® ก่อนอายุ 21 จนกลายมาเป็นนักแสดงระดับแถวหน้าในยุคนั้น ตั้งแต่นั้นมาดิคาปริโอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscars® อีกสองครั้งและได้รับรางวัล Golden Globe จากภาพยนตร์ของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง THE AVIATOR วินสเล็ตได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® จากภาพยนตร์เรื่อง TITANIC และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอีกมากมาย รวมถึงการคว้ารางวัล Academy Award® สำหรับบทบาทของเธอในเรื่อง THE READER และเธอยังได้รับรางวัล Emmy และ Golden Globe Awards เมื่อไม่นานนี้สำหรับภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง MILDRED PIERCE

“เรื่องโชคชะตาเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกตัวลีโอ” คาเมรอนกล่าวขณะนั้นว่า “ผมรู้สึกได้ว่าคุณต้องมีความสนใจในตัวเขา เขามีความสามารถบนจอมาก ลีโอมีลักษณะของการเอาตัวรอด มีความแข็งแรงอยู่ในตัวอย่างวิเศษ และสำหรับเคท เธอมีใบหน้า น้ำเสียงและแววตาที่เปล่งประกาย ผมรู้ดีว่าผู้ชมต้องพร้อมที่จะร่วมทางไปกับเธอซึ่งเป็นวิกฤติครั้งสำคัญ เพราะมันเป็นการเดินทางแห่งหายนะ และเธอเนคนสุดท้ายที่คุณจะอยากร่วมทางไปด้วย”

ในปี 2012 นี้คาเมรอนรู้สึกยินดีกับการตัดสินใจตอนนั้นเป็นอย่างยิ่ง “ตอนที่เราคัดตัวนักแสดง เคทกับลีโอยังไม่ถึงกับเป็นดาราดัง” ผู้กำกับกล่าว  “เราใช้โอกาสจากตัวพวกเขา แต่ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เพราะผู้ชมเชื่อและให้ความสนใจในตัวพวกเขาจริงๆ พวกเขาแสดงร่วมกันได้อย่างสมบทบาท และผมมองไม่พลาดตั้งแต่แรกเลย”

เมื่อปี 1997 วินสเล็ตอธิบายถึงความหลงใหลที่เธอมีต่อโรสว่า “เธอเป็นผู้หญิงที่มีความกล้าหาญมาก” เธอกล่าว “เธอต้องเสียสละหลายอย่างและเป็นคนใจกว้างมาก เธออยากออกไปเปิดโลกแต่รู้ดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ครั้งแรกที่เราได้พบกับเธอ มันมีความรู้สึกการยอมจำนนและความหมดหวังอยู่ในตัวเธอ จากนั้นเธอได้พบกับแจ็ค ดอว์สันและความรักที่เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ที่อยู่บนความไว้ใจและความสัมพันธ์อย่างแนบชิดที่แท้จริง”

แม้ว่าเธอจะได้ขึ้นเรือไททานิคโดยมีความคิดว่ากำลังมุ่งหน้าสู่การแข่งขันโปโล งานเต้นรำ และกับดักอื่นๆ แห่งชนชั้นพิเศษของเธอ เรื่องราวของชนชั้นได้เลือนลางออกไป เมื่อเธอรู้ว่าแจ็คเข้าใจเธอได้ดีกว่าทุกคนที่เธอรู้จัก “แจ็คเป็นคนแรก เป็นผู้ชายคนแรกที่แสดงออกว่าสนใจเรื่องความต้องการและความฝันของเธอ” วินสเล็ตกล่าว “เรื่องราวนี้จะพาเราไปถึงจุดที่เราพร้อมจะทำอะไรก็ได้ หากจะทำให้เรือหยุดจมและพวกเขาได้อยู่ร่วมกัน”

ดิคาปริโอเองก็รู้สึกสนใจในบทแจ็ค ดอว์สัน ศิลปินหนุ่มผู้มีความดิ้นรนที่ได้ตั๋วล่องเรือไททานิคชั้น 3 ด้วยความโชคดีจากเกมโปคเกอร์ “แจ็คเหมือนกับหนุ่มพเนจร” ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ กล่าวในตอนนั้น “เขาจะคอยฉกฉวยโอกาสในชีวิตที่เข้ามา ในช่วงอายุยังน้อยผมมองว่าเขารู้ดีว่าชีวิตมันสั้นแค่ไหน และนั่นคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาเป็นคนแบบนั้น”

จากการดึงดูดโดยจิตวิญญาณแห่งศิลปินของแจ็ค ช่วงแรกโรสไม่อาจหาแรงต่อต้านให้ตนหลุดพ้นจากการหมั้นกับเศรษฐี แคลดัน ฮอคลีย์ที่รับบทแสดงโดยบิลลี่ เซนไปได้ เขาติดอยู่กับความสับสนวุ่นวายแห่งยุคนั้น “โลกในยุค 1912 อยู่ในช่วงแห่งวิกฤติการณ์” เซนกล่าว “เราพบการกำเนิดยุคใหม่ที่แจ็คมีส่วนร่วมด้วย เขาเป็นผู้ที่เตือนถึงสิทธิแห่งเสรีภาพในความเป็นชาย แคลเป็นตัวแทนของความรู้สึกเผด็จการที่เป็นข้อเสียและทำให้ทุกอย่างพัง แคลเป็นผู้ชายที่คุณอดไม่ได้ที่จะเกลียด เขาแสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วความสัมพันธ์นั้นเกี่ยวข้องกับอะไร ความรักระหว่างแคลกับโรสเกิดขึ้นจากการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน เธอเป็นเหมือนรางวัล เป็นเครื่องประดับที่ไร้ค่า และนั่นคือต้นตอของปัญหา”

การรับบทแสดงเป็น บร็อค โลเว็ตต์ ผู้ทำตัวเยี่ยงโจรสลัดในยุคปัจจุบันและเดินทางไปกับเรือไททานิคที่อับปางลงคือบิล แพกซ์ตัน ก่อนหน้านี้เขาเคยร่วมงานกับคาเมรอนในภาพยนตร์ เรื่อง ALIENS, THE TERMINATOR และ TRUE LIES “โลเว็ตต์เป็นตัวละครที่จะพาเราเข้าถึงทุกเรื่องราว” แพกซ์ตันอธิบาย “เขารู้เรื่องรายละเอียดด้านเทคนิคอันเป็นจุดจบของเรือทุกอย่าง แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาของผู้คนที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น”

อารมณ์ความรู้สึกที่สำคัญของช่วงดราม่านั้นมีชีวิตชีวาผ่านการแสดงของ กลอเรีย สจ๊วตผู้ล่วงลับไปแล้ว เธอแสดงเป็นโรสในวัยชราของภาพยนตร์ “จิมสร้างเรื่องราวที่จะพาผู้ชมรุ่นใหม่ย้อนกลับไปหาเรือไททานิคโดยผ่านตัวละครของเธอ” แพกซ์ตันอธิบาย “เขาสัมภาษณ์ผู้หญิง 2-3 คนเพื่อมารับบทบาท ซึ่งตัวกลอเรียแววของการชอบทำตัวโลดโผน ความดื้อรั้นในตัวเธอเหมือนกับตัวละครโรสมาก”

สจ๊วตเสียชีวิตลงเมื่อปี 2010 ด้วยวัย 87 ปีเริ่มอาชีพการแสดงเมื่อปี 1930 จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่เธอหยุดพักการแสดง แต่ช่วงกลางปี 1980 สจ๊วตได้หวนคืนสู่จอภาพยนตร์ด้วยการเต้นรำคู่กับปีเตอร์ โอ’ทูล ในช่วงเปิดของภาพยนตร์เรื่อง MY FAVORITE YEAR และเป็นเรื่อง TITANIC ตอนนั้นสจ๊วตเล่าว่า “ในช่วงเวลาหลายปีและในบรรดาหนังทุกเรื่องของฉัน หนังเรื่องถือว่าเป็นหนังที่มีความโดดเด่นที่สุด”

สจ๊วตนึกย้อนกลับไปตอนนั้นว่าคาเมรอนสร้างแรงบันดาลใจในบทของโรสให้เธอ หลังจากที่พบกับศิลปิน Ojai บีอาทริซ วูด ผู้เลื่องชื่อจากภาพลักษณ์อันเป็นประกาย แพกซ์ตันเป็นคนแรกที่แนะนำคาเมรอนว่าเขาน่าจะสัมภาษณ์วูดที่มีอายุ 102 ปี ท้ายที่สุดสจ๊วตก็พบกับเส้นขนานระหว่างตัวละครของเธอกับวูดที่เป็นแรงผลักดันได้อย่างแท้จริง “เธอยังทำงานอยู่และเป็นคนละเอียดอ่อน” สจ๊วตกล่าวเมื่อปี 1997“เธอมีความร่าเริงเหมือนกับบีอาทริซ โรสเป็นผู้หญิงที่รอดชีวิตมาได้ เธอเข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการตั้งแต่อายุยังน้อย เธอไม่อยากมีชีวิตเหมือนที่แม่ฝังหัวเธอ”

สำหรับสจ๊วตแล้ว โรสได้มอบความคิดที่ลึกซึ้งให้เธอในช่วงเวลานั้นบนจอภาพยนตร์ได้ว่า “บทเรียนที่ชัดเจนที่สุดคือเราต้องใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมและมีคุณค่า” สจ๊วตกล่าว “ต้องเป็นคนเอื้อเฟื้อและใจกว้าง วัตถุสิ่งของต่างๆ ไม่ได้มีค่าไปตลอดกาล สุดท้ายแล้วสิ่งที่มีตัวตนคือมิตรภาพของเรากับผู้อื่นที่มีอย่างล้นเหลือ การใช้ชีวิตเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด”

ข้อมูลจริงทางประวัติศาสตร์

ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง TITANIC ใช้เวลานานกว่า 5 ปีก่อนช่วงการสร้างภาพยนตร์สำหรับการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรือ ทั้งตอนที่เรือยังมีการใช้งานและความสูญเสียของเรือ เพื่อให้แน่ใจว่าในภาพยนตร์พวกเขาสามารถใส่รายละเอียดที่น่าประทับใจทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ เพื่อเพิ่มทั้งเรื่องราวที่มีความโดดเด่นและเกี่ยวกับความสูญเสียของเรือในภาพยนตร์ให้ผู้ชมได้

“เราอยากถ่ายทอดเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาบนข้อมูลที่มีความถูกต้อง” คาเมรอนอธิบายเมื่อปี 1997 “หากมีบางอย่างที่รู้ว่ามันเกิดขึ้น เราก็จะไม่ฝืน ในทำนองเดียวกันก็ไม่มีอะไรทำให้เราเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ ตัวละครที่เราแต่งขึ้นมาถูกถักทอโยงใยกับประวัติศาสตร์เหมือนพวกเขาอยู่ที่นั่นจริง ความถูกต้องทุกอย่างและสเปเชียลวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์เดียว คือพาผู้ชมเข้าสู่เรือไททานิค มันเป็นประสบการณ์ที่เหมือนเราอยู่ที่นั่นจริงๆ”

การตัดสินใจของพวกเขาสำหรับการถ่ายทอดบทสรุปของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นรูปร่างได้โดยการมีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงแรกของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรือไททานิค ดอน ลินช์ และ เคน มาร์ส์แชล ศิลปินผู้มีชื่อเสียงและผู้แต่งเรื่อง Titanic: An Illustrated History ที่มาร่วมงานในฐานะของผู้ให้คำปรึกษาภาพยนตร์

“จิมประทับใจในงานศิลปะของเคนเป็นอย่างมาก และอยากให้ดูมีชีวิตชีวาในจอภาพยนตร์” ลินช์กล่าว “เรานั่งทำงานไปพร้อมกับจิม เช็คความถูกต้องทั้งเรื่องรูปร่างและข้อมูลตามประวัติศาสตร์ทีละหน้า จิมอยากรู้ข้อมูลต่างๆ เช่น ตัวละครจะอยู่ในสนามแร็คเก็ตบอล 1นาทีและช่วงต่อไปจะอยู่ในสระน้ำ เขาอยากให้การแสดงทุกอย่างมีความเป็นไปได้ มีเพียงพวกที่คลั่งเกี่ยวกับไททานิคอย่างหนักที่อยากรู้”

มาร์แชลกับลินช์ใช้เวลาหลายปีเพื่อศึกษาเอกสารและภาพถ่ายต่างๆ อีกทั้งยังสามารถเตรียมตัวอย่างและภาพถ่ายต่างๆ ของเครื่องตกแต่งและเนื้อผ้าได้จากการรวบรวมข้อมูลจากเรือ Olympic ซึ่งเป็นเรือที่รองลงมาจากเรือไททานิคได้อีกด้วย จากการได้เห็นฉากของเรือที่เสร็จสมบูรณ์เป็นครั้งแรก มาร์แชลเล่าว่าเขารู้สึกตื้นตันใจ “มันเหมือนกับการได้ย้อนเวลากลับไป” เขากล่าว  “การได้เห็น White Star เทียบท่าเหมือนในเดือนเมษายนปี 1912 ช่างน่าประทับใจในทุกรายละเอียดเหมือนกับตัวเรือ โคมไฟแขวนอยู่บนโครงเหล็กเล็กๆ จากด้านบน ผู้โดยสารบนเรือวิ่งอยู่ด้านข้าง พอได้เห็นหนังถูกสร้างขึ้นในแบบ 3 มิติเป็นครั้งแรกผมถึงกับพูดไม่ออก ผมใช้เวลาจินตนาการมาตลอดชีวิตว่าการเดินอยู่บนดาดฟ้าเรือลำนี้จะเป็นอย่างไร และทันใดในผมก็ถึงกับไม่มีคำบรรยายเลย”

การดำน้ำลึก

การค้นหาข้อมูลจริงยังพาคาเมรอนและทีมงานดำดิ่งลึกลงไปใต้มหาสมุทรสู่ซากที่จมมาอย่างยาวนาน ซึ่งเขาให้การยืนยันเรื่องการเก็บภาพด้วยเทคโนโลยีด้านการดำน้ำที่มีความท้าทายหลายอย่าง ผู้สร้างภาพยนตร์ทำการเช่าเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ Keldysh ของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งยานใต้น้ำ 2 ใน 5 ลำ (Mir 1 และMir 2) ที่สามารถเข้าถึงระดับความลึกที่ต้องการได้

ก่อนจะมีการดำน้ำถึง 12 ครั้งไปสู่จุดที่เรือจม มีการแก้ไขปัญหาด้านเทคนิคและการคำนวณหลายอย่าง ถึงแม้จะมีความพยายามหลายต่อหลายครั้งก่อนถ่ายทำสถานที่เรืออับปาง กล้องมีข้อจำกัดทั้งเรื่องขอบเขตและการเคลื่อนไหว ฉะนั้นความท้าทายอย่างแรกคือการออกแบบเทคโนโลยีที่จำเป็นขึ้นมาเพื่อทำให้กล้องมีอิสระ เคลื่อนที่ออกจากเรือดำน้ำและเข้าถึงสภาพแวดล้อมอันตรายที่มีอุณหภูมิติดลบ และมีแรงดันมากกว่า 6,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

“ไม่มีใครเคยเอากล้องลงไปที่ระดับความลึกเท่านั้นมาก่อน” คาเมรอนกล่าว “แรงอัดของน้ำจะทำให้ที่คลุมกล้องทั่วไปแตกได้ ผมต้องการให้กล้องติดอยู่กับยานใต้น้ำ แต่สามารถหันกล้องมุมกว้างและเอียงกล้องเหมือนปกติได้ สามารถใช้เลนส์ไวด์เพื่อให้ได้ภาพของฉากโดยรวมมากที่สุดได้ เราจึงต้องสร้างระบบของกล้องขึ้นมา”

ไมเคิล คาเมรอนทำหน้าที่สำคัญในการวางแผนและควบคุมด้วยความพยายามในครั้งนี้ การทำงานร่วมกับ Panavision และบริษัทด้านเทคโนโลยีการดำน้ำหลายแห่ง กล้อง 35mm ที่ปลดประจำการแล้วถูกดัดแปลงให้เหมาะกับฐานไทเทเนียมที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะในการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อการหันกล้องถ่ายมุมกว้างและถ่ายตะแคง ระบบแสงที่ปรับปรุงให้มีความเหมาะสมเหมือน “ROV” (ยานพาหนะที่ถูกควบคุมโดยรีโมท) ที่สามารถนำทางไปรอบเรืออับปางที่ถูกออกแบบภายใต้การควบคุมของไมเคิล คาเมรอน

เพราะข้อจำกัดที่มากมายของตัวครอบกล้องแบบไทเทเนียม กล้องสามารถบรรจุม้วนฟิล์มขนาด 500 ฟุต 1 ม้วน และการหมุนกลับเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ลูกเรือ 3 คนของเรือดำน้ำแต่ละลำต้องทนอยู่กับช่วงการเดินทางที่อันตราย 2 ชั่วโมงครึ่ง (แต่ละรอบ) ถูกอัดอยู่ในยานพาหนะที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 ฟีต ความคล่องแคล่วถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยใช้การจำลองซากอับปางที่อิงจากภาพโมเซคของการค้นหาเรือไททานิคครั้งก่อน คาเมรอนและทีมงานของเขาได้วางแผนหลายครั้งบนเรือ  Keldysh เพื่อคิดแผนการที่เหมาะสมขึ้นมาเพื่อเก็บภาพที่ดีที่สุด

“เรามีพื้นที่ทำการทดสอบเล็กๆ ที่สร้างขึ้นมาซึ่งเราใช้กล้องวีดีโอตัวเล็กได้” คาเมรอนอธิบาย “และยึดกล้องขนาดเล็กบนยานพาหนะขนาดจิ๋วที่มีไฟและไฟเบอร์ออปติคที่ทำงานร่วมกัน  แสงที่เราจะใช้ตามจริง เราจะทดสอบบนบกเพื่อถ่ายฉากในละอองควัน และผมใช้ยานดำน้ำของชาวรัสเซียเคลื่อนไหว เรือดำน้ำของเล่นของพวกเขาแบบที่จะเคลื่อนไหวยานยนต์ของจริง พวกเขาจึงเข้าใจฉากต่างๆ ได้”

ประสบการณ์ที่ได้มีค่ามาก รวมถึงผลด้านจิตใจเมื่อรายละเอียดถูกเปิดเผย คาเมรอนจำได้ว่า “ตอนที่ผมไปที่นั่นในฐานะผู้กำกับและทำการดำน้ำลงไปเป็นครั้งแรก ก็เป็นการถ่ายแบบ ‘ฉากที่ 1 ฉากที่ 2 ฉากที่ 3’  เรามีการกำหนดตารางเวลาเอาไว้ จนกระทั่งการดำน้ำครั้งที่ 3-4 ที่ผมปล่อยให้มันสะกิดใจผมมีความน่ากลัวและความลึกลับจากการดำลึกลงไปในแอตแลนติคที่ความลึก 2 ไมล์ครึ่ง และได้เห็นซากปรักหักพังอันน่าสลดของเรือที่ยิ่งใหญ่ลำนี้”

“เราสามารถหวนกลับไปและได้ข้อมูลของภาพยนตร์และภาพวีดีโอต่างๆ กลับมามากมาย” คาเมรอนเล่าต่อว่า “เราได้ส่งยานเข้าไปสำรวจภายใน  เราได้เห็นหลายสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนตั้งแต่ปี 1912 ที่เรือจมลง เรารวมหลายภาพขึ้นเป็นโครงสร้างของภาพยนตร์ และในความเป็นจริงมันมีความลึกซึ้งที่สะเทือนถึงความรู้สึกอันทรงพลังของภาพยนตร์”

จากการดำน้ำติดตามการอับปางของเรือไททานิค คาเมรอนนำม้วนฟิล์มไปที่ฝ่ายศิลป์เพื่อเริ่มสร้างโมเดลต่างๆ ที่จะใช้ในภาพยนตร์ ผู้กำกับขอร้องให้ผู้ออกแบบฉาก ปีเตอร์ ลามองต์ สร้างหลายสิ่งที่เขาเห็นภายในเรือขึ้นเป็นพิเศษอีกครั้ง รวมถึงข้าวของต่างๆ อย่างปล่องเตาผิงสีบรอนซ์ที่คาเมรอนถ่ายภาพภายในห้องชุดที่น่ากลัวเอาไว้ เพื่อฟื้นฟูให้มันดูเปล่งประกายเหมือนในช่วงแรกเมื่อปี 1912

ในเดือนกรกฏาคมปี 1996 การเดินทางครั้งที่สองของภาพยนตร์เริ่มขึ้นอีกครั้งที่เอสคอนดิโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย มีการถ่ายทำในแทงค์ที่นี่ คาเมรอนถ่ายทำความเสียหายด้านในจากการอับปางขึ้นมาใหม่ โดยการแต่งด้วยขอบหน้าต่างของจริง ตัวด้ามจับประตู ดวงไฟที่ติดตั้งอยู่บนเส้นลวด แม้แต่แผ่นป้ายทองเหลืองตรงประตูที่เขาเห็นตรงฝ่ายต้อนรับระดับเฟิร์สคลาสว่า “ดึง”

“เมื่อเราได้เห็นทั้งภายในและภายนอกของเรือไททานิคในภาพยนตร์เรื่องนี้” คาเมรอนเล่าว่า “มันอยู่ใกล้เรามากเหมือนเราย้อนกลับไปด้วยไทม์แมชชีนและอยู่ในเรือลำนั้น”

รายละเอียดของเรือ

ช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดในภาพยนตร์ เรื่อง TITANIC คือช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันเป็นช่วงเวลาในอดีต เมื่อโรส คัลเวิร์ต วัย 101 ปีเล่าถึงเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์ของเธอ พร้อมจอวีดีโอที่แสดงภาพเรือที่แตกเป็นเสี่ยงอยู่เบื้องหลัง โรสจินตนาการภาพของในช่วงเดือนเมษายน 1912 ได้อย่างชัดเจน ซากความพังพินาศของเรือไททานิคถูกซ่อมแซมอย่างจริงจังบนจอให้กลับสู่ความอลังการที่เซาแธมป์ตัน

การสร้างเรือลำน้ำเป็นหนึ่งในงานซับซ้อนที่สุดที่การสร้างภาพยนตร์ยุคใหม่ต้องรับหน้าที่ สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นที่หาดโรซาริโต้ในบาฮากาลิฟอร์เนียที่มีการรวมตัวของทีมศิลปินผู้มีความสามารถจำนวนมาก ผู้ชำนาญและวิศวกรต่างๆ มาสร้างผลงานภายในเรือที่มีความยาว 775 ฟีตเพื่อถ่ายทำในฉากของเรือไททานิค รวมถึงแทงค์ขนาด 7 เอเคอร์ที่มีน้ำทะเล 17 ล้านแกลลอนที่เรือจม

การตัดสินใจสร้างแทงค์ขนาดใหญ่เพื่อถ่ายทำทั้งหมดในโรซาริโต้เกิดขึ้นหลังจากศึกษาข้อมูลโดยรวม “ไม่มีพื้นที่ใดในโลกที่มีพื้นที่สำหรับการถ่ายทำที่กำหนด รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับกองที่จำเป็นต่อฉากต่างๆ ของภาพยนตร์ที่จิม คาเมรอนนึกภาพเอาไว้” จอน แลนดาว เล่าว่า “เพื่อแก้ไขเรื่องวงจำกัดของภาพยนตร์และให้เรื่องการสร้างภาพยนตร์ทั้งภายในและภายนอกเป็นเรื่องง่ายขึ้น จึงต้องใช้เวลาสร้างและปรับปรุงทุกอย่างมากขึ้นในสถานที่แห่งเดียว”

การสร้างเริ่มขึ้นที่ Fox Baja Studios เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1996 บนพื้นที่ด้านหน้าบนชายหาดพื้นที่ 40 เอเคอร์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญอย่างแทงค์น้ำขนาด 17  ล้านแกลลอนอยู่ภายนอก แทงค์สำหรับภายในขนาด 5 ล้านแกลลอนที่มีโรงถ่ายขนาด 32,000 ตารางฟุตและโรงถ่ายเก่า 3 แห่ง 100 วันเพียงน้อยนิดต่อมาการถ่ายทำก็เริ่มขึ้นอย่างสง่าบนแนวชายฝั่งทะเลเม็กซิโกที่น่าทึ่งเป็นฉากของเรือไททานิคที่สูง 45 ฟีตจากผิวน้ำจนถึงชั้นดาดฟ้าเรือมีปล่อง 4 อันที่โดดเด่นตั้งตระหง่าน บนพื้นที่ 54 ฟีตบนท้องฟ้าที่ไร้กาลเวลา

การอับปางเรือ

โรส เดวิตต์ บูเคเตอร์ และ แจ็ค ดอว์สันอาจรักษาความรักของพวกเขาให้คงอยู่ไว้ได้ โดยไม่คำนึงว่าคนในสังคมทุกคนจะกีดกันพวกเขา แต่ความศรัทธาของพวกเขาไม่อาจหยุดยั้งชะตากรรมของเรือที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การสร้างจุดจบที่น่าสะพรึงกลัวของเรือไททานิคขึ้นมาใหม่ กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมุมมองที่แท้จริงของการสร้างที่มีความอลังการอย่างที่สุด โดยเฉพาะความตั้งใจของคาเมรอนที่มุ่งมั่นให้ความสำคัญเพียงเรื่องเดียว คือการถ่ายทำฉากต่างๆ เหมือนเขาอยู่ตรงนั้นจริงในฉากของอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

“เรือไททานิคไม่ใช่แค่ ‘จมลง’ ” ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เร ซานชินี่ อธิบายว่า “จริงๆ แล้วเรือฉีกเป็นสองส่วนบนผิวน้ำ ท้ายเรือที่สูงกว่า 250 ฟีตชูขึ้นเหนือน้ำ ในมุมหนึ่งมันตั้งขึ้นเกือบเป็นแนวดิ่งกับพื้นผิวมหาสมุทร การเดินเรือครั้งแรกของ ‘เรือแห่งความฝัน’ จบสิ้นลงในค่ำคืนที่เป็นฝันร้ายเหนือกว่าที่คาดคิดไว้ . . .  ในแง่ความรู้สึกแล้วมันเป็นเหมือนสัญญาณบอกถึงจุดจบของยุคแห่งความใสซื่อ ทำลายความเชื่อมั่นเรื่องความก้าวหน้าและเทคโนโลยี และท้าทายชนชั้นที่เป็นที่ยอมรับว่าเหมือนนิยามที่ได้รับสิทธิ์มาแต่เกิด”

สำหรับการถ่ายทอดภาพนี้ คาเมรอนเล่าว่าทีมการผลิตต้อง “สร้างหลายฉากขึ้นมาในมุมที่แตกต่างกัน เพราะเรือมีการเปลี่ยนองศาตลอดเมื่อเวลาผ่านไป ในการเตรียมการเรามีช่วงการจำลองภาพที่สำคัญประมาณ 1 เดือนครึ่ง เราสร้างโมเดลของเรือเพื่อการศึกษาขึ้นมาและศึกษารอบๆ ด้วยกล้องวีดีโอ เราทำการศึกษาด้านภูมิศาสตร์ของเรือไททานิค และองศาต่างๆ ที่ทำให้มันดูหรูหรางามสง่ามากที่สุด”

มีการทำงานในขอบเขตของการวางแผนและควบคุมอย่างเข้มงวดและมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ช่วงเวลาสุดท้ายของเรือไททานิคเป็นการถ่ายทำในแทงค์น้ำขนาดยักษ์ ห้องโถงใหญ่สำหรับการดินเนอร์ของระดับเฟิร์สคลาสและบันไดอันโอ่โถงสูง 3 ชั้นถูกสร้างขึ้นบนแท่นไฮดรอลิคจากก้นแทงค์ที่ลึก 30 ฟุตในโรงถ่าย 2 ออกแบบมาเพื่อให้ได้มุมและมีน้ำทะเลกรองจำนวน 5 ล้านแกลลอนท่วมอยู่

ผู้ออกแบบฉาก ปีเตอร์ ลามองต์ เจ้าของรางวัล Academy Award® จากเรื่อง TITANIC รับหน้าที่ของงานสำคัญนี้ ซึ่งเป็นเหมือนความท้าทายที่มิอาจเลี่ยงได้จากชื่อเสียงอาชีพของเขา ในช่วงเริ่มต้นเขาได้รับสำเนาต้นฉบับของแบบสร้างเรือไททานิคมาจากผู้ต่อเรือของ Harland & Wolff พร้อมกับสมุดบันทึกของโธมัส แอนดรูว์ส ที่บรรยายถึงลักษณะของการออกแบบเรือ นี่เป็นข้อมูลแรกที่ได้รับมาตั้งแต่เรือไททานิคอับปางลง

ระหว่างช่วงที่เขาทำการค้นคว้าข้อมูล ลามองต์ได้พบว่าการสร้างพรมต้นแบบของห้องโถงใหญ่สำหรับรับประทานอาหารและห้องรับรองบนดาดฟ้าชั้น D ยังมีการผลิตอยู่ บริษัท BMK Stoddard of England ยังมีลวดลายอยู่ในข้อมูลและสามารถทำการย้อมสีนั้นขึ้นมาใหม่ได้ ทันใดนั้นการผลิตได้ทำงานเป็นขั้นตอนเพื่อเพิ่มองค์ประกอบแห่งความจริงขึ้นมาอีกขั้น

การออกแบบมีความยิ่งใหญ่มากขึ้น “เป็นเวลาเกือบปี” ลามองต์จำได้ว่า “เรามีฉากต่างๆ และของตกแต่งที่สร้างขึ้นในแม็กซิโก ซิตี้, ลอส แองเจลิส และลอนดอน โดยมีระยะเวลาของการขนถ่ายไปสู่ที่เก็บที่ยังไม่สร้างขึ้นมาด้วยซ้ำ มีข้าวของหลายอย่างที่เราสร้างขึ้นมาใหม่จริงๆ เช่น เก้าอี้บนดาดฟ้า โคมไฟบนโต๊ะ หน้าต่าง แก้วคริสตัลและจานชามของ White Star กระเป๋าเดินทาง เสื้อชูชีพ อุปกรณ์การเดินเรือ จำนวนรวม 2 พันกว่าชิ้นเพราะตามแนวโน้มเป้าหมายแง่ศิลปะแล้วคือการสร้างขึ้นมาใหม่ให้ทุกอย่างมีขนาดใหญ่โต การสร้างฉากสำหรับการถ่ายทำภายนอกที่มีขนาด 775 ฟุตมีความซับซ้อนในแบบที่ต่างออกไป เพราะเป็นการสร้างของจริงโดยใช้เวลาจาก 1 ใน 10 ที่มีอยู่”

เนื่องจากนี่เป็นการออกเดินเรือครั้งแรกของไททานิค ด้านในของเรือจึงถูกบันทึกภาพด้วยความยากลำบาก  แต่อย่างไรก็มีการศึกษาค้นคว้าอย่างครอบคลุมและได้ความช่วยเหลือจากผู้ให้คำปรึกษาอย่าง ดอน ลินช์ และ เคน มาร์สแชล แผนกของลามองต์สามารถสร้างห้องโถงรับประทานอาหารของชั้นเฟิร์สคลาส ห้องรับรอง ห้องสูบบุหรี่ชั้นเฟิร์สคลาส งานเต้นรำ Palm Court Café โรงยิม และห้องส่วนตัวที่หรูหราอีกหลายห้องในสมัยนั้น (รวมถึงห้องสูทที่เหมือนอาณาจักรของแคลและโรส) ที่หรูหราเลื่องชื่อของเรือขึ้นมาใหม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยอิงจากภาพถ่ายของเรือ Olympic ซึ่งเป็นเรือที่รองจากเรือไททานิค และภาพถ่ายด้านในของเรือไททานิคบางรูปที่ยังเหลืออยู่

ยังมีการใส่ใจเป็นพิเศษในการสร้างอาณาเขตของสิ่งที่ดูต่ำกว่าช่วงล่างดาดฟ้าเรือของระดับเฟิร์สคลาสขึ้นมาใหม่ รวมถึงที่นอนของชนชั้นสามและห้องสาธารณะ; ห้อง Marconi Wireless Room; ห้องเครื่องจักรและไอน้ำขนาดใหญ่ ห้องเก็บสินค้าบนเรือที่เอาใจเหล่าคนรวย (รวมถึงรถ Renault สีดำคันใหม่ที่งามสง่า) ที่ถูกเก็บไว้ การผสมผสานกันทั้งหมดทำให้ฉากของเรือมีขนาดเล็กกว่าเรือไททานิคของจริงเพียงแค่ 10% มีความรู้สึกทุกอย่างมารวมกันได้สมจริงอย่างน่ากลัว

“มันต้องใช้เวลาอยู่นานเพื่อจินตนาการว่าจริงๆ แล้วไททานิคมีขนาดใหญ่แค่ไหน”คาเมรอนกล่าว “มันมีขนาดมหึมา ยาว 880 ฟีต มีน้ำหนัก 48,000 ตันตอนไม่มีผู้โดยสาร  แต่ด้วยน้ำหนักของตัวเล็กมีน้ำหนักใกล้เคียง 60,000 ตัน เรือลำนี้ใหญ่มโหฬารมาก”

เพื่อการสร้างภาพของเรือไททานิคที่อยู่ในท้องทะเลขึ้นมา ฉากของเรือและแทงค์ต้องสร้างขึ้นโดยใช้เทคนิคให้ดูขนานไปกับขอบฟ้าที่ไร้ขีดจำกัด ทำให้ได้มิติของเรือที่ดูสูงตระหง่าน คาเมรอนมีความถนัดเรื่องการใช้ Akela Crane ซึ่งเป็นกล้องบนเครนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก มีความสูงถึง 80 ฟีต เขาใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมเพื่อแปลงสภาพอีกที

“เราสร้างเครนขนาดใหญ่นี้ขึ้นมาให้สูงได้เกือบ 200 ฟีต” คาเมรอนกล่าว “และเราใส่รางขนาบข้างไปกับเรือที่อยู่ในแทงค์น้ำ เราสามารถขึ้นไปถึงยอดปล่องควันเรือและไปถึงตำแหน่งเรือจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งในช่วงเวลา 5 นาที”

คาเมรอนเองถูกแขวนขึ้นสูงเหนือฉากเรืออยู่บ่อยครั้ง โดยใช้กล้องที่สามารถประคองตัวเองได้ตั้งอย่างมั่นคงอยู่บนตะกร้าเครน ทำให้คาเมรอนและผู้กำกับภาพ รัสเซล คาร์เพนเตอร์ ผู้คว้ารางวัล Academy Award® for TITANIC มีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น“เราสามารถคงระดับภาพเอาไว้ได้มากพอ” ผู้กำกับกล่าว“และใช้ภาพในฉากวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์และอีกหลายฉากที่สร้างขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม มันค่อยๆ พัฒนาเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมาก”

ระหว่างช่วงคริสต์มาสที่นานกว่า 3 อาทิตย์ ฉากถูกย้ายองศาเพียง 6% โดยการใช้ “วิธีการดัน” ที่ซับซ้อนเพื่อเลียนแบบให้เหมือนน้ำท่วมอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น สำหรับฉากแห่งความหายนะตอนสุดท้าย เรือต้องฉีกออกเป็นสองท่อน ครึ่งหน้าจมน้ำไป 40 ฟีตด้วยระบบไฮดรอลิคอันทรงพลัง

ข้อมูลจริงอย่างหนึ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับการจมตามจริง คือเรือที่มาช่วยชีวิตรับผู้โดยสารบนเรือได้เกือบไม่ถึงครึ่งลำ  ความล้มเหลวของลูกเรือที่จะบรรจุเรือให้เต็ม ทำให้มีเพียงผู้โดยสาร 1 ใน 3 ของเรือรอดชีวิต สำหรับในภาพยนตร์ทีมผู้สร้างสามารถปรับความสมจริงที่มีความซับซ้อนให้เป็นฉากที่ใช้เทคนิคซับซ้อนและมีความตื่นเต้นได้ เสาสำหรับแขวนเรือช่วยชีวิตเป็นระบบรอกที่ใช้เพื่อปล่อยเรือเดินสมุทรลงน้ำ ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทเดียวกับที่สร้างเสาสำหรับแขวนเรือให้กับเรือไททานิคลำจริง

“บริษัท Wellan Davit” คาเมรอนอธิบาย “สร้างรอกสำหรับแขวนเรือให้เราในแบบสมัยก่อน เราได้โครงสร้างชิ้นส่วนแบบเดียวกันกับที่ใช้ในเรือไททานิคเพื่อหย่อนเรือชูชีพลงไป”

ในช่วงเริ่มต้นของวันที่ 15 เมษายน 1912 น้ำที่ท่วมหัวเรือไททานิคดึงท้ายเรือให้ตั้งตรงขึ้นเป็นแนวดิ่ง เรือผลุบโผล่อยู่ในน้ำเป็นเวลาหลายนาทีก่อนที่จะพุ่งลงไปในน้ำอย่างรวดเร็วเหมือนมีบันไดเลื่อนดิ่งลงไปในท้องทะเลอันมืดมิด สำหรับการเนรมิตขึ้นมาใหม่ครั้งนี้ กราบเรือหรือ “ท้ายดาดฟ้าเรือ” ถูกย้ายตำแหน่งไปอยู่บนแท่นที่ลาดเอียงเป็นพิเศษ ซึ่งจริงๆ แล้ว คือไม้กระดกที่สร้างขึ้นบนขอบแทงค์น้ำ

ตลอดช่วงการสร้างผู้สร้างภาพยนตร์ได้เตือนเรื่องความเชี่ยวของน้ำตลอดเวลา “เมื่อใดก็ตามที่เราพยายามจัดการเรื่องน้ำ เราจะรู้สึกท้อกับเรื่องน้ำหนักและแรงของน้ำเสมอ” คาเมรอนกล่าว “นี่คือเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับความหายนะของเรือไททานิค พวกเขาคิดว่าตนเป็นจ้าวแห่งท้องทะเล พวกเขาคิดว่าจะควบคุมธรรมชาติได้ แต่ธรรมชาติจะไม่ยอมถูกกำหนด เราต้องยอมปล่อยไปกับธรรมชาติ แต่เราจะไม่ทับด้านบน พวกเขาคิดว่าตัวเองสามารถปูทางโลกและขับเคลื่อนเรือโลหะขนาดยักษ์ข้ามมหาสมุทรไปได้อย่างสวัสดิภาพ พวกเขาคิดผิดแล้ว”

การออกแบบร่วมสมัย

ความสมจริงของภาพยนตร์เรื่อง TITANIC แผ่ขยายลึกลงไปถึงตัวเรือ เมื่อผู้สร้างภาพยนตร์มีความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งในแบบเดียวกันเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเครื่องแต่งกายของนักแสดง และลักษณะท่าทางจะตรงกับยุคสมัยของพวกเขาถูกบรรจุในอาคารที่มีขนาดกว้างเท่าสนามฟุตบอล ทีมงานศิลปินผู้มีความสามารถระดับโลกด้านเครื่องแต่งกาย ทรงผมและการแต่งหน้าต้องแต่งตัวให้นักแสดงสมทบจำนวนมากถึง 1,000 คนรวมถึงนักแสดงหลัก

หน้าที่การถ่ายทอดแฟชั่นสมัยยุคพระนางเจ้าวิคตอเรียถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงแห่งเสรีภาพ ตกเป็นของผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เดโบราห์ ลินน์ สก็อตต์ เจ้าของรางวัล Oscar® จากเรื่อง TITANIC และกลับมาร่วมงานกับคาเมรอนอีกครั้งในเรื่อง AVATAR สก็อตต์ทำการค้นคว้าข้อมูลของยุคนั้นที่เครื่องแต่งกายน่าจะเป็นสิ่งสะท้อนถึงความสูงศักดิ์ของบุคคลได้มากที่สุด“นี่เป็นยุคแห่งการมีพิธีรีตองที่สุด” สก็อตต์กล่าวเมื่อปี 1997 “พวกเศรษฐีเปลี่ยนเสื้อผ้า 4-5 ครั้งต่อวัน เสื้อผ้าของพวกเขามีความละเอียดซับซ้อนมาก การมีสาวใช้ส่วนตัวและคนรับใช้จึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก. . . แม้แต่จะสวมชุดชั้นใน ลักษณะแบบสมัยวิคตอเรียก็ล้าสมัยไปแล้ว; โครงสร้างแบบใหม่จะมีความประหยัดและดูทันสมัยกว่า”

ช่างแต่งหน้าคนสำคัญ ทีน่า เอิร์นชอว์ มาสร้างความสมบูรณ์เรื่องเครื่องแต่งกายให้สก็อตต์ด้วยโทนสีสมัยนั้น “หลังจากไม่มีการแต่งหน้าแบบยุคพระนางเจ้าวิคตอเรีย ผู้มั่งคั่งแห่งยุคเอ็ดเวิร์ดต่างตื่นเต้นกับการแต่งหน้า มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเข้าใจยาก มีทาแป้งแต้มผงรอบขอบตานิดๆ ส่วนลิปสติกสร้างขึ้นจากเบอร์รี่และมีการทาแก้มบางๆ” เธอกล่าว การศึกษาข้อมูลของเอิร์นชอว์ ซึ่งเพิ่มความหนาวเหน็บยิ่งขึ้นเมื่อเธอรู้มาว่าน้ำตาสามารถแข็งตัว และเส้นผมสามารถแข็งตัวได้

ช่างผมคนสำคัญ ไซมอน ธอมป์สัน ได้ใส่ข้อมูลที่ทำการค้นคว้ามาได้ และสุดท้ายได้กวาดซื้อวิก 450 ทรงและผมปลอมนับร้อยให้เหล่านักแสดงจำนวนมาก จากการศึกษาข้อมูลของธอมป์สันยังพบกับหวีรูปเต่าอันงดงามที่เตือนความทรงจำของโรส แคลเวิร์ตในอดีตให้เจิดจ้าขึ้นมา

ครูฝึกด้านภาษาท้องถิ่น ซูซาน ฮีการ์ตี้ ร่วมกับเหล่านักแสดงอย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดสำเนียงของกลุ่มชนชั้นสูงและผู้อพยพ ครูฝึกด้านกิริยาและมารยาท ลิน ฮอคนีย์ มั่นใจยิ่งขึ้นว่าเหล่านักแสดงมีความตั้งใจเรื่องมารยาททางสังคมและกิริยาแบบสมัยก่อนมากขึ้น “ในยุคของเอ็ดเวิร์ดมีการสร้างคู่มือสมบัติผู้ดีไว้นับร้อย” ฮอคนีย์กล่าว“ตั้งแต่เรื่องเครื่องแต่งกาย ลักษณะท่าทางไปจนถึงการสนทนา มีกฏระเบียบเข้มงวดที่ต้องปฏิบัติตาม”

สำหรับลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ มันถือเป็นก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ระหว่างที่เขาเรียนรู้เรื่องการวางท่าทางแบบสุภาพบุรุษและการจับส้อมแบบนิดๆ หน่อยๆ ดิคาปริโอได้มีการปรับตัวรับพร้อมกับการแสดงที่เป็นอมตะ“ผมร่วมงานกับครูฝึกด้านมารยาทและก็เข้าใจได้ครึ่งหนึ่ง” เขาเล่า “ผมพบว่าการแสดงเป็นตัวละครแจ็คที่เป็นคนไม่สนใจเรื่องอะไร . . .. การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงจะมีความแตกต่างกัน แจ็คจะไม่สนใจเรื่องพวกนั้นเลย นั่นคือจุดที่โรสให้ความสนใจในตัวเขา”

ตัวละครของแจ็คโดยรวมเป็นศิลปินผู้มีจิตอิสระแห่งยุคนั้น เหมือนลักษณะการวาดภาพของเขาที่ปรากฏอยู่บนภาพร่างของโรสที่เขาวาดในคืนที่เรือไททานิคจม ต่อมาถูกพบจากการกู้เรือ คาเมรอนอธิบายว่า “ตอนที่แผนกศิลป์ไม่สามารถหาศิลปินที่จะร่างภาพอย่างที่ผมจินตนาการเอาไว้ได้ ผมเลยตัดสินใจวาดมันด้วยตัวเองจากภาพถ่ายของเคท”

ดนตรีประกอบภาพยนตร์

ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่อง TITANIC อีกลำดับขั้นเป็นเรื่องของดนตรีในภาพยนตร์ ซึ่งเป็นการประพันธ์ที่ถ่ายทอดออกมาโดย เจมส์ ฮอร์เนอร์ เจ้าของรางวัล Oscar® สาขาการประพันธ์ดนตรีและเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และพัฒนาเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล นอกจากนั้นเพลง“My Heart Will Go On” ที่ร้องโดย ซีลีน ดิออน ผู้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ประพันธ์เพลงโดยฮอร์เนอร์และวิล เจนนิงส์ ได้รับรางวัล Oscar® สาขาเพลงยอดเยี่ยม และหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดความดื่มด่ำจากความทรงจำต่างๆ ของภาพยนตร์ตลอดไป

ฮอร์เนอร์ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับคาเมรอนเพื่อสร้างเพลงที่เลี่ยงจากทำนองงานเลี้ยงที่กินใจ แต่ยังครองการเปลี่ยนแปลงได้ทุกช่วงสมัย เรื่องราวความรักที่มีความชัดเจนและเรื่องราวที่ควบคู่กันระหว่างความทรนงของมนุษย์และความกล้าหาญที่ยอดเยี่ยม พร้อมด้วยการผสมผสานของอุปกรณ์เครื่องดนตรี การร้องเพลงประสานเสียงและวงออเคสตรา ฮอร์เนอร์ไม่ได้สานอารมณ์ระหว่างโรสกับแจ็คต่อเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องราวของพวกเขากับผู้ชมทั่วโลกอีกด้วย

“ผมรู้ตั้งแต่บทประพันธ์เปียโนแรกว่าเจมส์เล่นให้กับผม เราต้องมีการประพันธ์เพลงสุดยิ่งใหญ่” คาเมรอนจำได้ในปี 2012 ว่า “ผมบอกเขาว่าผมอยากให้เขามาเขียนแนวเพลงที่มีความยิ่งใหญ่ 2 เพลง เขาก็กลับไปและเอาหนังมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งเขาเข้าได้ถึงใจความสำคัญของหนัง เขากลับไปจัดการงานของเขา และผมไม่ได้ยินข่าวจากเขาอยู่ประมาณ 1 เดือน . . . จากนั้นเขาเชิญผมไปที่สตูดิโอของเขา เขาเล่นเพลงให้ฟัง ผมรู้สึกเหมือนจะร้องไห้เพราะความไพเราะของเพลงและการถ่ายทอดความรู้สึกของหนังเรื่อง TITANIC ได้อย่างลงตัว”

คาเมรอนเล่าต่อว่า “เขาเล่นเพลงให้ตอนที่เรือกำลังออกจากเซาแธมป์ตัน เปี่ยมไปด้วยความสุขใจ และมีเรื่องราวความรักที่น่าเศร้าสลดของโรส แล้วเขาก็เล่นเพลงที่ 3 ให้ฟังที่กลายเป็นเพลงของซีลีน ดิออน พอเขาเล่นเพลงทั้ง 3 ที่ใช้เวลาราว 15 นาทีจบผมบอกเขาว่า ‘ผมไม่รู้ว่าเพลงนี้จะเหมาะกับหนังหรือเปล่า แต่ผมรู้ว่ามันเป็นเพลงที่เพราะมาก’ มีหลายอย่างที่จะต้องจัดการ เช่น การทำให้หนังสอดคล้องกับภาพยนตร์ ปรับเปลี่ยนทุกห้วงอารมณ์และความรู้สึก ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาเจมส์กับผมพบว่าเราได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทั้งคู่ต่างต้องการ”

คาเมรอนนึกย้อนไปว่าช่วงแรกเขาสงสัยเรื่องการใช้เพลงช่วงเครดิตตอนจบ จากนั้นเขาได้ยินเพลง“My Heart Will Go On” ของซีลีน ดิออน  “ในช่วงท่อนที่สองผมรู้สึกสะเทือนใจไปกับเสียงสูงที่เธอร้องด้วยพลังเสียงของเธอ” เขาจดจำได้ “ผมไม่รู้ว่าซีลีน ดิออนคือใคร แต่ผมชอบเพลงของเธอ ต่อมาเพลงนั้นก็มีชีวิตชีวาของมันเอง ถ้าคุณได้ดูภาพยนตร์แล้วได้ยินเพลงนั้นตอนกำลังช็อปปิ้งหรือขับรถไปไหน มันก็จะดึงอารมณ์ทั้งหมดนั้นกลับมาเลย”

จอน แลนดาว กล่าวสรุปว่า “เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง TITANIC เชื่อมโยงถึงความสำเร็จของภาพยนตร์ได้อย่างแยกไม่ออก มันเหมือนจังหวะเต้นหัวใจของภาพยนตร์”

เสน่ห์แห่งนิรันดร์

ภาพยนตร์เรื่อง TITANIC 3 มิติเป็นครั้งที่สามในประวัติศาสตร์ที่เรือสร้างมนตร์เสน่ห์ให้โลก ครั้งแรกคือเมื่อปี 1912 หลังจากที่เรือถูกสร้างขึ้นที่ Belfast จากนั้นมีการปล่อยเรือลงน้ำด้วยกระแสการเผยแพร่ไปทั่วโลก เรือไททานิคออกจากท่าเรือเซาแธมป์ตันตอนเที่ยงวันพุธที่ 10 เมษายน 1912 สิ้นสุดที่เชอร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นจุดที่ “ไม่มีวันจม” มอลลี่ บราวน์ และ จอห์น จาค็อบ แอสเตอร์และผู้โดยสารระดับเศรษฐีของเรือขึ้นเรือและจอดเรือครั้งสุดท้ายที่ควีนส์ทาวน์ บนชายฝั่งทางตอนใต้ของไอร์แลนด์ ที่ควีนส์ทาวน์มีคน 2,223 คนอยู่บนเรือ มีการเดินเรืออย่างเต็มกำลังจากเมืองนิวยอร์ค แม้จะมีการเตือนเรื่องภูเขาน้ำแข็งอยู่หลายครั้งตลอดเส้นทาง แต่เรือก็ปะทะกับภูเขาน้ำแข็งเมื่อเวลา 23.40 น.ของวันที่ 14 เมษายนจนถึงเวลา 2:30 น. ของวันที่ 15 เมษายน เรือฉีกออกเป็นสองท่อนและจมลงที่ทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก

สำหรับโศกนาฎกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด เรารู้ได้ในวันนี้ว่าไม่มีสาเหตุที่มาหลัก แต่เป็นความผิดพลาดของมนุษย์หลายอย่างที่ทับถมกัน เช่น ความสะเพร่าจากการเดินเรือ ช่องว่างของการติดต่อสื่อสาร การไม่มีการเตรียมภาวะฉุกเฉินและเรือช่วยชีวิต สิทธิพิเศษของชนชั้นสูงกว่า ความหนาวเย็นอย่างโหดร้าย ความมืดที่ไร้แสงจันทร์ ทฤษฎีด้านฟิสิกส์ที่ชัดเจน ความไม่ไว้วางใจและการปฏิเสธ ทุกอย่างล้วนมีส่วนต่อความตายของคนผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กจำนวน 1,500 คน

1 ศตวรรษต่อมาความน่าหลงใหลไม่ได้จางหายไปเลย – แต่มันกลับกลายเป็นตำนานที่มีการเล่าขานกันอย่างระมัดระวัง เป็นการถ่ายทอดเกี่ยวกับยุคของเราเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างยิ่งใหญ่และภัยอันตรายที่ยิ่งใหญ่กว่า คาเมรอนพูดถึงเสน่ห์ที่เป็นอมตะ ณ ที่นี้ไว้ว่า “ภาพยนตร์เรื่อง Titanic เป็นการจุดประกายครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ของศตวรรษที่ 20” ผู้กำกับกล่าวสรุป  “เทคโนโลยีได้ส่งมอบสิ่งอัศจรรย์ที่ต่อเนื่องมาให้กับช่วงเวลาดีๆ แห่ง 2 ศตวรรษที่ผ่านมา เช่น รถยนต์ การบันทึกเสียง การสื่อสารทางวิทยุ เครื่องบิน ภาพยนตร์ ทุกอย่างเกิดขึ้นบนความเป็นไปได้ ทุกอย่างมีความยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ในการพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จากนั้นคนจำนวน 1500 ต้องเสียชีวิตลงด้วยเรือที่ป่าวประกาศว่าดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด หรูหราที่สุดตั้งแต่เคยสร้างมา ความเก่งกาจที่ว่าเหนือธรรมชาติของเราถูกปฏิเสธลงอย่างสิ้นเชิงและหายไปตลอดกาล”

*

-กำหนดฉายวันที่ 5 เมษายน 2555 จากทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์

[เรื่องจาก Twentieth Century Fox Thailand]

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

©2009-2016 POPpaganda.net | Powered by WordPress | Developed by felizt