MOVIES

Snow White & The Huntsman สโนว์ไวท์ & พรานป่า ในศึกมหัศจรรย์

May 25, 2012

LINE it!

snow_white_and_the_huntsman_poster

จินตนาการอันสุดบรรเจิด ตื่นเต้น แปลกใหม่ในเรื่องราวที่ทุกคนรู้จักกันดี กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ผู้กำกับ

รูเพิร์ท แซนเดอร์ส

ทีมนักแสดง

คริสเตน สจ๊วร์ต  รับบท  สโนว์ไวท์

ชาร์ลิซ เธียรอน  รับบท  ราเวนน่า

คริส เฮมส์เวิร์ธ  รับบท  นายพราน

แซม คลาฟลิน  รับบท  วิลเลี่ยม

snow_white_and_the_huntsman_01snow_white_and_the_huntsman_02snow_white_and_the_huntsman_03snow_white_and_the_huntsman_04snow_white_and_the_huntsman_05snow_white_and_the_huntsman_06snow_white_and_the_huntsman_07snow_white_and_the_huntsman_08snow_white_and_the_huntsman_09

คริสเตน สจ๊วร์ต (จากภาพยนตร์ชุด Twilight และภาพยนตร์เรื่อง On the Road) รับบทเป็นหญิงเพียงหนึ่งเดียวในหล้าที่งามเลิศกว่าราชินีราเวนน่าผู้ชั่วร้าย (รับบทโดยนักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์ ชาร์ลิซ เธียรอน เจ้าของผลงานภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Prometheus และภาพยนตร์แอ็กชั่นเรื่อง Hancock) ผู้ตั้งใจจะทำลายสโนว์ไวท์ให้จงได้ แต่สิ่งที่ราชินีใจร้ายไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยก็คือ สาวน้อยที่เคยหนีรอดพ้นกำมือเธอไปได้นั้น บัดนี้จะกลับมาเป็นภัยคุกคามบัลลังก์ของเธอ สโนว์ไวท์ได้ฝึกยุทธพิชัยกับนายพรานหนุ่มนามว่า เอริค (คริส เฮมส์เวิร์ธ จาก Thor, The Avengers) ผู้ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นคนไปจับตัวเธอมา

เบื้องหลังงานสร้าง

จาก อลิซ สู่ สโนว์ไวท์: จินตนาการสุดบรรเจิดกับเรื่องราวเอพิคสุดยิ่งใหญ่

Snow White and the Huntsman เป็นการนำเอาเรื่องราวเทพนิยายอันเก่าแก่ของพี่น้องกริมม์ มาจินตนาการใหม่ โดยเทพนิยายเรื่องนี้ได้ถูกตีพิมพ์ออกมาตั้งแต่ปี 1812 ในหนังสือชื่อ “Kinder- und Hausmärchen” (“นิทานสำหรับเด็กและเรื่องเล่าในครัวเรือน”)

ผู้กำกับชาวอังกฤษยอมรับว่าแต่เริ่มเดิมทีงานนี้ไม่ค่อยเข้าตาเขาเท่าไหร่ เขายอมรับว่าตื่นเต้นมากกับโอกาสที่จะได้ทำให้เรื่องนี้ดูแมนมากขึ้น  “สโนว์ไวท์มีแง่มุมที่พูดถึงการไต่เต้าของฮีโร่ เธอเกือบจะเป็นลุค สกายวอลเกอร์เวอร์ชั่นผู้หญิง เราสร้างจักรวาลที่สัมผัสกับธีมของเธอ ซึ่งรวมถึงอุปมาอุปไมยและจินตภาพ แต่ทุกอย่างก็ผิดเพี้ยนไปหมด เรายังคงมีกระจก มีแอ๊ปเปิ้ลสีแดง และราชินีใจร้าย แต่เราก็กระโดดเข้าใส่สงครามครั้งใหญ่และการก่อกบฏ เรื่องนี้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาก และเดิมพันก็สูงขึ้นด้วย มันเป็นสงครามความเป็นความตายจริงๆ”

แซนเดอร์สไม่สนใจที่จะนำเสนอภาพสโนว์ไวท์ที่แสนเปราะบางที่ถูกขับไล่ไสส่ง จนกลายเป็นหญิงสาวที่รอให้คนอื่นมาช่วย นางเอกผู้กล้าของเขามีความมุ่งมั่นกับภารกิจพอๆ กับฝ่ายตรงข้ามเลยทีเดียว

“ผมอยากสร้างโลกที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและสุดมหัศจรรย์ แต่ผมอยากแยกเรื่องราวเทพนิยายจากเรื่องราวแฟนตาซี สำหรับผมแล้วพวกมันแตกต่างกันนะ ผมอยากสร้างสิ่งที่แข็งแรง มีพลังมากขึ้น แต่ยังเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ และเป็นภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ ที่พกพาอารมณ์มามากพอๆ กับความยิ่งใหญ่ หลายครั้งคุณจะได้เห็นภาพยนตร์ที่มีลักษณะแบบเดียวกันนี้ที่เต็มไปด้วยวิชวลเอฟเฟ็กต์ แต่กลับมีอารมณ์ที่น่าประทับใจน้อยมาก ผมต้องการค้นหาอารมณ์ในเรื่องนี้”

สายเลือดผู้เลอโฉม: การคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ผจญภัยแอ็กชั่น

การคัดเลือกนักแสดงตัวแรกก็คือตัวละครที่ร้ายกาจที่สุด นั่นก็คือราชินีราเวนน่า ชาร์ลิซ เธียรอน นักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์ ได้รับเลือกให้มารับบทเป็นราชินีแห่งเทพนิยายผู้นี้ แซนเดอร์สได้พูดถึงการที่เขาตัดสินใจเลือกเธียรอนว่า “ชาร์ลิซเคยให้การแสดงอันยอดเยี่ยมมาหลายครั้งในอาชีพของเธอ นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้หญิงที่สวยอย่างมาก เธอมีทั้งพลังอำนาจและความงามยิ่งกว่านักแสดงคนใด เธอเป็นเหมือน มาร์กาเร็ต  แธ็ตเชอร์ ผสมกับ เคท มอสส์”

แซนเดอร์สยังอธิบายต่อไปถึงสัญลักษณ์ที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ และการตัดสินใจของเธียรอนในการมอบชีวิตให้กับตัวละครที่เป็นอุปมาอุปไมยนี้ “เมื่อคุณต้องรับมือกับสิ่งที่มีรูปแบบเช่นนี้ คุณสามารถแสดงให้มันยิ่งใหญ่ ผู้คนอยากสนุกเมื่อราชินีพูดประโยคที่ว่า ‘กระจกวิเศษจงบอกข้าเถิด’ เราอยากเห็นมันถูกพูดจากปากคนที่มีความสำเร็จและมีความงามขนาดนี้”

ร็อธรู้สึกพอใจมากเมื่อเธียรอนมาถึงกองถ่ายเพื่อเริ่มต้นการถ่ายทำ และพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ตึงเครียดที่สุดเพื่ออินไปกับตัวละคร ซึ่งรวมถึงการต้องแหวกว่ายแบบไม่สบายเนื้อสบายตัวในอ่างน้ำมันสีดำสนิท “ชาร์ลิซให้การแสดงที่โหดเหี้ยม” ร็อธเล่าเสริม “มันเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ เธอควบคุมสถานการณ์ได้เสมอ เธอสง่างามน่ามอง และดูน่าหวาดกลัวอย่างมาก”

เธียรอนสนใจบทนี้เพราะความเป็นมนุษย์ที่มีความซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตรายนี้ที่มีบาดแผลและเคยถูกทรยศ เธออธิบายถึงความเป็นมาของราชินีอย่างสั้นๆ ว่า “แม่ของราเวนน่าได้ปลูกฝังเธอมาตั้งแต่ยังเด็กว่าเธอสามารถจะเป็นตัวเธอเองที่ดีที่สุดได้ถ้าเธอยังคงความสาวและเลอโฉมอยู่ เธอรู้ดีว่าพลังวิเศษของเธอคือทางรอด และนั่นก็คือถนนเส้นที่เธอเลือกเดิน”

การคัดเลือกตัวนักแสดงในบทคู่ปรับของราเวนน่า อาจต้องใช้ลูกเล่นเยอะกว่าการค้นหานักแสดงในบทอื่นๆ ทางทีมผู้สร้างต้องการนักแสดงหญิงที่มีคุณสมบัติทั้งสองด้านของตัวละครตัวนี้ ซึ่งมีทั้งความไร้เดียงสา ใสซื่อ และอ่อนโยนในแบบที่สโนว์ไวท์แสดงออกมาในครึ่งเรื่องแรกของเรื่อง และมีความเป็นเจ้าหญิงนักรบที่ทนทรหดในแบบที่เธอเป็นในครึ่งที่สอง

หลังจากค้นหานักแสดงหญิงที่มีคุณสมบัติที่จะสนองความต้องการของบทนี้ได้ คริสเตน สจ๊วร์ต ซึ่งโด่งดังจากบท เบลล่า สวอน ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ชุด Twilight ได้รับเลือกให้มารับบทสำคัญอย่าง สโนว์ไวท์

ร็อธได้พูดถึงแบ็คกราวน์ในการแคสติ้งนักแสดงว่า “เราทุกคนรู้สึกเชื่อว่าสโนว์ไวท์ไม่ใช่คนขี้อาย แต่เป็นคนที่เป็นเหมือนโจน ออฟ อาร์ค ในเวอร์ชั่นที่ดุดันและคิดบวกมากกว่า แต่เริ่มเดิมทีเรามองหานักแสดงโนเนมเพื่อให้มาแสดงบทนี้ ในแบบเดียวกับที่เราเคยทำเอาไว้กับภาพยนตร์เรื่อง Alice in Wonderland ซึ่งเราได้พบ มีอา วาซิคาวสก้า อย่างไรก็ดี รูเพิร์ทกับผมตัดสินใจที่จะบินไปยังนิวออร์ลีนส์ ที่ซึ่งภาพยนตร์ Twilight ภาคสุดท้ายกำลังถ่ายทำกันอยู่ และได้นั่งคุยกับคริสเตน เรารู้สึกดีกับการเลือกตัวคริสเตนมาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอทำการบ้านมาดีมากสำหรับบทนี้ เธอใช้เวลาสี่เดือนขี่ม้า และอีกสี่เดือนกับการฝึกพูดสำเนียงอังกฤษ”

สจ๊วร์ตได้แนะนำให้พวกเรารู้จักกับหญิงสาวที่เราคิดว่าเรารู้จักกันมานาน “เราไม่ได้พยายามที่จะนำตัวสโนว์ไวท์มาและพลิกด้านของเธอ เราพยายามยึดมั่นกับสิ่งที่เธอเป็นในเรื่องนี้ เธอเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจว่าผู้คนสามารถทำดีกับคนอื่นๆ ได้อย่างไร” สจ๊วร์ตเห็นด้วยกับเธียรอนในเรื่องที่ว่า เธอรู้ซึ้งถึงแง่มุมที่เต็มไปด้วยความคิดในเรื่องความสวยและความมีอำนาจ สจ๊วร์ตกล่าวว่า “มันน่าสนใจมากนะที่ได้มาแสดงเป็นหญิงสาวที่ไม่เคยกระทำสิ่งที่ไร้ค่า เธอไม่เคยมีความหยิ่ง ในเกือบทุกบทบาทที่คุณแสดง อย่างน้อยคุณก็จะสำนึกถึงความเป็นตัวคุณเอง คุณอาจจะต้องเล่นเป็นเด็กสาวที่ต้องรับมือกับทิฐิเมื่อเธอเติบโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงเต็มตัว อันที่จริง สโนว์ไวท์ไม่ได้มีลักษณะเช่นนั้นเลย  ขณะที่ราเวนน่ามีคุณสมบัติตรงกันข้าม ซึ่งเป็นเสมือนการพูดถึงสิ่งดีๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนได้พบความงดงามในชีวิตนี้”

สจ๊วร์ตยังซาบซึ้งต่อมุมมองที่ทีมเขียนบทมีต่อสโนว์ไวท์ ตัวละครที่ติดอยู่กลางป่า และต้องดึงความแข็งแกร่งมาจากความอ่อนแอ สจ๊วร์ตกล่าวว่า “ฉันชื่นชมตัวละครที่มีความแข็งแกร่งนะ แต่ตัวละครตัวนี้ไม่ได้แข็งแกร่งเพื่อจะเป็นคนแข็งแกร่ง มันยังมีความเป็นผู้หญิงและมีความเป็นมนุษย์ ฉันชอบเล่นเป็นตัวละครที่เป็นคนที่คุณจะเอาใจช่วย เป็นคนที่คุณจะโยนแก้วเครื่องดื่มลงกับพื้น ลุกขึ้นยืน และร้องตะโกนว่า ‘เยี่ยม!’”

บทนี้ยังเป็นครั้งแรกที่สจ๊วร์ตได้รับบทเป็นนางเอกนักบู๊ แม้จะเป็นบทที่มีความขัดแย้งในตัวก็ตาม เธอเล่าว่า “แต่เริ่มเดิมที สโนว์ไวท์ก็คือหญิงสาวผู้ได้รับความทุกข์ทรมาน หลังจากเธอหลบหนีไปได้ เธอกลับกลายมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง แต่เธอไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง มันเหมือนกับมีรูที่ไม่สามารถเติมให้เต็มได้ ตัวละครแอ็กชั่นส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่มั่นใจในตนเองและมีแค้นที่ต้องชำระ แต่เธอจะไม่ทำเช่นนั้น ฉันเองก็ยังไม่เคยเห็นแบบนั้นมาก่อน ฉันว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

สจ๊วร์ตรู้ดีว่าจะต้องมีฉากสตั๊นต์ให้เธอแสดงเยอะมากในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ และเธอก็ยิ่งกว่าพร้อมเพื่อตอบรับต่อความท้าทายนี้ ตัวอย่างเช่น ในระหว่างฉากที่สโนว์ไวท์หลบหนี สจ๊วร์ตต้องมุดลงไปในท่อที่เต็มไปด้วยหนูหลายสิบตัว เธอต้องกระโดดออกจากอาคารสูงสองชั้นลงไปยังสระน้ำในวันที่ลอนดอนมีอากาศหนาวเย็นเพื่อแสดงฉากการหลบหนีท้าความตายนี้

แน่นอน ตัวละครหลักอีกตัวอย่าง เอริค นายพรานหนุ่มที่รู้จักป่ารัตติกาลดีราวกับหลังมือตัวเอง ก็ต้องมีการเลือกตัวนักแสดงเช่นกัน คริส เฮมส์เวิร์ธ ผู้รับบทเป็น ธอร์ ได้รับการติดต่อให้รับบทนี้หลังจากที่ทางทีมผู้สร้างได้เห็นเขาในบทเทพเจ้านักรบ ความสามารถและบุคลิกบนจอของเขาทำให้ทีมผู้สร้างเชื่อว่าเฮมส์เวิร์ธสามารถรับบทเป็นอดีตทหารที่มีความทุกข์ทรมาน ผู้ค้นพบวิถีไถ่บาปในตัวหญิงสาวที่ชื่อสโนว์ไวท์

เฮมส์เวิร์ธกล่าวว่า “นายพรานคือดวงวิญญาณที่เหมือนหลงทางอยู่ เขาสิ้นหวังกับชีวิตและตัวเขาเอง ตอนที่เราได้พบเขาครั้งแรก เขาคือพวกขี้เมา ที่ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังในป่าโดยทำงานเป็นทหารรับจ้าง ที่ออกล่าและตามล่าแกะรอย จากนั้นเขาได้รับมอบหมายให้ค้นหาตัวสโนว์ไวท์ และนำตัวเธอกลับไปให้กับราชินี”

เฮมส์เวิร์ธพูดถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจรับบทนี้ว่า “ผมชอบไอเดียที่ได้เล่นเป็นฮีโร่ที่มีความลังเล เป็นคนที่ข้างนอกดูเป็นคนป่าเถื่อน แต่กลับมีจิตใจที่ดีซ่อนอยู่ข้างใน เราพยายามจะเน้นไปที่ความไม่ต่อเนื่องของตัวละครของเขา ทำให้เขาดูเป็นคนที่คาดเดาไม่ได้”

คงไม่มีเทพนิยายเรื่องไหนจะถูกบอกเล่าออกมาอย่างสมบูรณ์แบบถ้าปราศจากเจ้าชายรูปงาม และในเวอร์ชั่นนี้ เจ้าชายรูปงามก็คือวิลเลี่ยม เพื่อนวัยเด็กที่สนิทที่สุดของสโนว์ไวท์ เขาเป็นบุตรชายของดุ๊กแฮมมอนด์ อดีตคนสนิทของพระราชา เมื่อกองทัพปีศาจของราเวนน่าเข้ายึดครองปราสาท และสโนว์ไวท์โดนจับขังเอาไว้ วิลเลี่ยมที่รับบทโดย แซม คลาฟลิน ได้หนีไปพร้อมกับพ่อของ เมื่อวิลเลี่ยมรู้ว่าคนรักในวัยเด็กของเขายังมีชีวิตอยู่ นักแม่นปืนผู้นี้ลั่นปากสาบานว่าจะหาตัวสโนว์ไวท์ให้พบ และจะไม่มีวันทอดทิ้งเธออีก

คลาฟลินพูดถึงแรงกระตุ้นของตัวละครของเขาว่า “วิลเลี่ยมต้องการทำให้โลกเป็นที่ที่น่าอยู่มากขึ้น และเขาได้ทำสิ่งที่ขัดคำสั่งบิดาของเขา ซึ่งทำให้เขากลายเป็นกบฏ แต่เขาทำเช่นนั้นเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นความถูกต้องดีงามของโลก ดังนั้นเขาจึงเป็นชายหนุ่มที่น่านับถืออย่างมาก”

เพราะเบื่อที่จะต้องใช้ชีวิตเหมือนคนโดนเนรเทศ วิลเลี่ยมจึงพร้อมแล้วที่จะกลับมาทวงอาณาจักรให้กับประชาชนที่ถูกกดขี่โดยคนที่มีอำนาจมากมายไม่รู้จบ เขาพบพันธมิตรในตัวเพื่อนสมัยเด็กอย่างสโนว์ไวท์ คลาฟลินกล่าวเสริมว่า “เขารู้ดีว่ายังมีชีวิตมากมายที่อาศัยอยู่เบื้องหลังกำแพงสูงขนาดใหญ่ พ่อของเขาพยายามยึดความปลอดภัยไว้ก่อน และไม่อยากให้ใครต้องเสี่ยงชีวิต วิลเลี่ยมเชื่อว่าคุณต้องเสี่ยงเพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้น”

ผู้กำกับได้พบสัญลักษณ์หลายอย่างในเรื่องราวของพี่น้องตระกูลกริมม์ที่มีความสำคัญ

“ทุกอย่างในเรื่องนั้น ทั้งกระจก แอ๊ปเปิ้ล ล้วนแต่น่าชื่นชมและมีธีมที่ลึกซึ้งมากขึ้น แอ๊ปเปิ้ลคือความเข้าใจในต้นไม้แห่งชีวิต เรื่องราวของสโนว์ไวท์ช่วยให้พวกเราเข้าใจถึงความเป็นมนุษย์ที่ต้องตาย และสอนเราไม่ให้ปล่อยตัวเองให้ฝังแน่นอยู่กับความอิจฉาริษยาและความโกรธเกรี้ยว เพราะนั่นจะหยุดการใช้ชีวิตของคุณ มันสอนว่าคุณควรสนุกกับชีวิตและไม่พยายามค้นหาสิ่งที่ไม่เข้ากับชีวิตตัวเอง”

*

-กำหนดฉาย 31 พฤษภาคม 2555 โดยยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) | เว็บไซท์ Snow White & The Huntsman

[เรื่องและรูปโดย United International Pictures Thailand]

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

©2009-2016 POPpaganda.net | Powered by WordPress | Developed by felizt