LIFESTYLE

มาดอนน่าเมืองไทย – ไจ๋ ซีร่า [interview]

November 25, 2012

LINE it!

sira_soda_thai_madonna_impersonator_24

โดย ธิชา ชัยวรศิลป์


นางโชว์ไทยถึงไม่ใช่ที่สุดในโลกแต่ก็ใกล้เคียงตำแหน่งนั้นอย่างที่สุด เรามีเลดี้ย์กาก้าเมืองไทยที่เหมือนกาก้าจนเจ้าตัวยังแปลกใจ แล้วเราก็มีมาดอนน่าเมืองไทย ที่เป็นหนึ่งในบรรดาคนแต่งตัวเลียนแบบมาดอนน่าที่เหมือนที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นกันมาและกำลังเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก เขาคนนี้เป็นคนไทย ไม่ได้เป็นสาวประเภทสอง กลับเป็นหนุ่มเกย์รูปหล่อมาดแมน มีหนวดด้วย และเป็นเกย์รุก

sira_soda_thai_madonna_impersonator_01

sira_soda_thai_madonna_impersonator_02

sira_soda_thai_madonna_impersonator_03

sira_soda_thai_madonna_impersonator_04

sira_soda_thai_madonna_impersonator_06

sira_soda_thai_madonna_impersonator_07

sira_soda_thai_madonna_impersonator_08

sira_soda_thai_madonna_impersonator_09

sira_soda_thai_madonna_impersonator_10

sira_soda_thai_madonna_impersonator_11

sira_soda_thai_madonna_impersonator_12

sira_soda_thai_madonna_impersonator_13

sira_soda_thai_madonna_impersonator_14

sira_soda_thai_madonna_impersonator_15

sira_soda_thai_madonna_impersonator_16

sira_soda_thai_madonna_impersonator_17

sira_soda_thai_madonna_impersonator_18

sira_soda_thai_madonna_impersonator_19

sira_soda_thai_madonna_impersonator_20

sira_soda_thai_madonna_impersonator_21

sira_soda_thai_madonna_impersonator_23

-เริ่มแต่งแบบมาดอนน่ามานานหรือยัง
ถ้าพูดถึงเรื่องโฟคัสที่มาดอนน่า จนนำมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็ประมาณสอง-สามปีให้หลังมานี้ แต่ก่อนหน้านั้นก็แต่งเป็นทุกศิลปินครับ ประมาณแปด-เก้าปีแล้วมาแล้วครับ
-เพราะอะไรจึงเริ่มแต่งเป็นมาดอนน่า
มันเกิดจากความบังเอิญครับ คือเมื่อสมัยทำงานโชว์แรกๆ วิทยายุทธ์ด้านการแต่งหน้าเรายังไม่แข็งพอ ก็แต่งแบบเยอะไว้ก่อน ชัดไว้ก่อน มีอยู่ครั้งนึงที่เข้าทำงานสายและต้องรีบมาก ไม่มีเวลาแต่งหน้า เลยได้แต่เพียงกรีดอายไลเนอร์ แล้วทาปากแดงสด ผมทอง แขกที่มาดูโชว์วันนั้นก็เข้ามาทักหลังจากโชว์เสร็จว่าหน้าคล้ายมาดอนน่านะ
แรกๆ เราก็ไม่แน่ใจ แต่หลังๆ อยากพิสูจน์เลยแต่งหน้าแบบเน้นมิติมากขึ้น คือแต่งหน้าให้น้อยลง ใช้เทคนิคและเน้นรายละเอียดมากขึ้น แต่เวลาที่ใช้ก็เท่าเดิม เพื่อให้ออกมาใกล้เคียงที่สุด และเริ่มหาจุดพอดีมาเรื่อยๆ ครับ
ทุกวันนี้ก็ยังไม่พบจุดที่เป๊ะได้ว่าที่สุดนะ เพราะโครงหน้าเรายังเดิมๆ อยู่ แต่ความจริงแล้วผมก็ลองแต่งเป็นหลายๆ คนนะครับ บริทนีย์ วิทนีย์ บียอนเซ่ แต่ที่ลงตัวและเหมือนสุดก็มาดอนน่าครับ
เริ่มต้นเข้ามาในวงการนางโชว์ได้ยังไง
ผมเคยไปเรียนและทำงานโชว์ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลียมาเกือบสามปี  ตอนที่ตัดสินใจไปมีแรงจูงใจอย่างนึงจากหนังเรื่อง The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert  ที่เป็นเรื่องราวของนางโชว์แดร็กควีนสามคนเดินทางข้ามทะเลทรายจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง เราเลยอยากไปสัมผัสว่าของจริงเป็นอย่างไร
ตอนที่เดินทางไปกระเป๋าเดินทางเต็มไปด้วยชุดโชว์ทั้งหมดที่เรามี แต่เสื้อผ้าใช้ในชีวิตประจำวันเอาไปแค่กระเป๋าสะพายหนึ่งใบ แรกๆ ที่ไปถึงก็ไม่มีงานทำ เลยอยากลองทำงานนางโชว์ดู ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมของที่นั่นมากนัก ก็ได้ตะเวนถามงานนางโชว์ แต่คำตอบที่ได้จากฝรั่งตอนนั้นค่อนข้างเจ็บปวด เพราะนางโชว์ที่นั่นไม่ได้เป็นกันง่ายๆ
จนวันหนึ่งเพื่อนชาวไต้หวันที่เคยเห็นงานของเรา ก็สมัครการประกวดให้ เป็นการประกวดที่คัดหานางโชว์เข้าทำงานที่บาร์ที่ซิดนี่ย์ชื่ออาร์ค ซึ่งเป็นบาร์ที่ดังมาก เพราะนางโชว์ที่เป็นหนึ่งในนั้น กำลังลาออกไปทำงานที่นิวยอร์ค ตำแหน่งเลยว่าง เราก็เข้าไปประกวด ทั้งที่ไม่รู้กติกาอะไรเลยเข้าใจแต่เพียงว่าแข่งสามรอบ เราจึงเลือกเพลงที่ถนัดที่สุดไว้สามเพลง
รอบแรกเราคิดโชว์ใหม่ ทำการบ้านใหม่หมด ถามครูสอนภาษาที่เรียนอยู่ตอนนั้น ถึงการทำรูปปาก การออกเสียง เราแสดงต่อหน้าเจ้าของภาษา ดังนั้นการทำรูปปากให้ตรงกับเสียงหรือวรรณยุกต์สำคัญมาก รอบแรกที่เราเข้าไปอยู่หลังเวที เราสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากผู้เข้าแข่งขัน เพราะเขาไม่รู้จักเรา และเหมือนจะเหยียดเอเชียนิดๆ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เราทำผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ อึ้งไปกันหมด แถมกรรมการก็อึ้ง เพราะเขาไม่คิดว่าจะมีเอเชียเข้าร่วมแข่งขันด้วย แถมทำได้ดี และเราก็เข้ารอบ
พอรอบที่สาม เราก็มารู้อีกทีว่าเขาขยายการแข่งขันเป็นเก้ารอบ โดยแต่ละรอบมีคอนเส็พท์ต่างกัน เราถึงกับตกใจ เพราะชุดและการแสดงจะต้องเตรียมอีกมาก รอบที่หกเรารู้สึกท้อเพราะตอนนั้นไม่แน่ใจว่าจะชนะไหม กลัวว่าเขาจะตุกติกและถอดเราออกจากการแข่งด้วยเหตุผลต่างๆ นานา
ไจ๋ไปบ่นให้คนไทยที่ตามมาเชียร์ตอนนั้นว่า ไจ๋กลัว ไจ๋ท้อ เขาบอกกับไจ๋ว่า “สู้เถอะ พวกพี่ๆ จะมาให้กำลังใจทุกรอบ พี่อยากให้คนไทยชนะ ให้เป็นที่ยอมรับ เพราะกะเทยไทยในซิดนีย์ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ไม่ค่อยดี อย่างน้อยทำให้ฝรั่งเขารู้ว่า เราก็มีความสามารถ เขาจะได้ยอมรับเรามากขึ้น” ตอนนั้นไฟก็โหมมาก สู้สุดใจขาดดิ้น จนชนะในที่สุด และได้เข้าร่วมงานกับอาร์คพร้อมกับทีมงานฝรั่งทั้งหมด ใช้ชื่อว่ามิสทิฟฟานี่ย์
ทำมาได้ประมาณสองปี เป็นปีสองพันเจ็ด เราก็ได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลไรซิ่งสตาร์ของดิว่าอวอรด์ส ซึ่งคล้ายๆ เอ็มทีวีสำหรับวงการแดร็กควีนของออสเตรเลีย แต่ไจ๋พลาดรางวัลนั้น
แต่ปีที่สาม ก็ได้เสนอชื่อเข้าชิงโชว์เกิรล์สฺช้อยส์ ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่กว่า และในที่สุดก็ได้มา
ในปีเดียวกันก็ตัดสินใจกลับมาไทย และเข้าร่วมประกวดมิสเอซีดีซี 2008 ในประเทศไทย ตอนนั้นลงประเทศออสเตรเลีย แต่ด้วยความไม่เข้าถึงเวทีการประกวดนี้จริงๆ จึงทำได้เพียงตำแหน่งรองอันดับสาม
-ลงจากเวทีแล้วใช้ชีวิตแบบไหน
ผมยังเป็นคงใช้ชีวิตแบบเกย์แอบที่บ้านและเปิดเผยต่อหน้าคนรู้จักครับ อย่างที่ออสเตรเลียเขาจะมีนางโชว์หรือเอ็นเทอร์เทนเนอร์ที่เรียกกันว่าแดร็กควีน พอได้ไปทำงานตรงนั้น ผมจึงได้รู้ว่าผมจัดอยู่นางโชว์ในประเภทนี้ คือเป็นเกย์ผู้ชายทั่วไป แต่เราแต่งหญิงเพื่อความสนุกชั่วครู่ หรือทำเพื่องานที่เอ็นเทอร์เทนเนอร์ กลางวันทำงานออฟฟิศ กลางคืนไปโชว์ตามผับ เป็นพิธีกรงานต่างๆ
ตอนที่ผมไปทำงานร่วมกับฝรั่งที่นั่น มักจะเจอคำถามเสมอ ว่าอยากเปลี่ยนเป็นผู้หญิงไหม อยากผ่าตัดแปลงเพศไหม ผมถามกลับว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น เขาตอบว่า ผมตัวเล็ก ดูละมุนเวลาอยู่บนเวที เขาเลยคิดว่าผมอยากจะมาแนวนี้ แต่เปล่าเลยครับ เพราะผมมีความสุขกับจุดจุดนี้แล้วครับ
ได้มีการทำศัลยกรรมเพื่อให้เหมือนมาดอนน่าหรือเปล่า
ไม่ได้เปลี่ยนตัวเองขนาดนั้นครับ ผมยังคงเป็นเกย์ธรรมดาทั่วไป ผมเลยไม่อยากเปลี่ยนให้หน้าตัวเองเป็นกึ่งหญิงกึ่งชายขนาดนั้น มันเป็นความโชคดีน่ะครับ ที่โครงหน้าของผมมีชีคโบนและแก้มตอบ หน้าก็เหลี่ยมๆ บวกกับการแต่งหน้าที่สั่งสมประสบการณ์มา ใส่มิติเข้าไป หน้าเลยคล้ายโซนยุโรปบวกละตินบวกเอเชีย จากที่ได้ยินจากคนดูมาน่ะครับ
ปฏิกิริยาของคนดูเป็นอย่างไรบ้าง
ตอนอยู่ที่ซิดนีย์ มีฝรั่งคนหนึ่งวิ่งมาหลังเวที และจับมือเราด้วยความตื่นเต้น เขาบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในทีมงานที่ทำงานให้มาดอนน่า เขามาเที่ยวซิดนีย์ แล้วมาเจอผมโชว์มาดอนน่า แล้วเหมือนมาก เขารู้สึกตื่นเต้นมาก เขาเลยขอเลี้ยงเครื่องดื่มหลังเลิกงาน แต่เราก็ไม่ได้คุยอะไรกันต่อมาก รู้สึกเสียดายจนทุกวันนี้ (หัวเราะ)
ปฎิกิริยาของแฟนๆ มาดอนน่าทั่วโลกเป็นอย่างไรบ้าง
ตอนนี้ในเฟซบุ๊คและแฟนเพจของผมเองก็เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาติดตาม ส่วนใหญ่ที่เข้ามา เขาจะทึ่งกับภาพถ่ายของผมที่แต่งมาดอนน่ามาก เขาสงสัยมากว่าทำได้อย่างไร จนมีบางคนเอารูปไปเผยแพร่ในแฟนเพจเมืองนอก ทั้งฝั่งเม็กซิโก, ลาทินอเมริกา, บัลแกเรีย, อิทาลี
เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีเรื่องฮาๆ ขำๆ ที่เมืองนอกเขาตื่นเต้นกับภาพที่ผมแต่งเป็นมาดอนน่าไหว้พระอยู่ พวกเขาก็ตีโพยตีพาย วิจารณ์ต่างๆ นานา นึกว่ามาดอนน่าตัวจริงไหว้พระและลามไปเรื่องลัทธิและศาสนาที่มาดอนน่าตัวจริงนับถือ โอ๊ย ไปไกลมาก ผมก็นั่งขำกับเพื่อนๆ สุดท้ายก็มีคนไปเฉลย
-ชอบลุคของเธอในช่วงไหนมากที่สุด
ชอบลุคของเธอในอัลบั้ม Confession on a Dance Floor ในปี 2005 มากที่สุด เพราะเธอสวยในแบบของเธอ และรู้สึกเป็นอัลบั้มที่พอดิบพอดีในเรื่องของสไตล์ แล้วก็เป็นลุคที่ไจ๋โดนคนพูดถึงมากที่สุดว่าเหมือน ทรงผมที่เข้ากับหน้าไจ๋ด้วย และหน้าของมาดอนน่าก็ตอบได้ทรงกำลังดี มันเลยทำให้ไจ๋ปลอมตัวเป็นมาดอนน่าได้ง่ายขึ้น
ทุกวันนี้ยังเป็นนางโชว์อยู่หรือเปล่า
ก็ยังเป็นอยู่ครับ แต่แค่รับงานน้อยลง ไม่ได้ประจำเหมือนแต่ก่อน และรับงานโชว์ตัวทั่วไปแล้วแต่คนจะเรียก และดูลักษณะของงานด้วย
ไจ๋ตัดสินใจออกห่างจากวงการนี้มาหนึ่งก้าว เพราะรู้สึกว่า วงการนางโชว์ไทยกำลังถอยหลัง เพราะมีนางโชว์เกิดขึ้นเยอะมาก โดยเกิดจากเด็กมหาลัยที่ไม่มีอะไรทำ เลยหากิจกรรมแต่งหญิงสนุกๆ และออกรับงาน โดยมีค่าตัวที่ถูกกว่ามืออาชีพหลายเท่าตัว นายจ้างหรือเจ้าของผับก็ต้องการลดต้นทุน เลยจ้างเด็กเหล่านี้แทนนางโชว์อาชีพ มันเลยมีการกดค่าตัว และนางโชว์เด็กๆ ก็ยินดีกับค่าตอบแทนแค่นั้น เพียงเพราะเห็นว่าทำแค่เอาสนุก ได้เที่ยวและเจอแสงสี  มันเลยทำให้ความเก๋และเสน่ห์ของนางโชว์หายไป
ไจ๋เคยคิดจะผลักดันให้นางโชว์ก้าวขึ้นไปเป็นระดับที่เมืองนอกเป็น แบบที่มีแต่คนให้เกียรติ แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนว่า นางโชว์ใหม่ๆ ไม่ให้เกียรติตัวเอง และนายจ้างก็ไม่ให้เกียรตินางโชว์ อาชีพนางโชว์เป็นหนึ่งในอาชีพที่ลงทุนเหมือนกันนะ เสื้อผ้า หน้า ผม ความสามารถ มันไม่ใช่แค่ใครขยับปากตามเพลงได้ก็เป็นนางโชว์ได้ มันเป็นการแสดงที่ต้องใช้ความสามารถ
ในเมืองไทยมีคนแต่งตัวเป็นมาดอนน่าแบบนี้อีกไหม
เท่าที่ไจ๋รู้จักและเคยเห็นยังมีอีกสองคน ซึ่งเป็นนางโชว์ แต่สองคนนี้จะต่างกับไจ๋ตรงที่เขาเป็นสาวประเภทสอง แต่ไจ๋เป็นเกย์ และสไตล์ก็จะดูต่างกันไปครับ
ส่วนที่เมืองนอกก็มีหลายคนจากหลายประเทศด้วยกัน แต่ที่ดังที่สุดก็เป็นจากอเมริกาที่ชื่อคริส อเมริกา ที่เขาเป็นแฟนรุ่นบุกเบิกของมาดอนน่า อายุเขาร่วมห้าสิบแล้ว แต่งตัวเลียนแบบมาดอนน่ามาร่วมสามสิบปีแล้ว น่าทึ่งมากๆ
-คิดว่าตัวเองบ้ามาดอนน่าระดับไหน
จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะเสียใจมากแค่ไหน หากมาดอนน่าเป็นอะไรไป
*
– Facebook – www.facebook.com/Siravitch , MDNADIVA Fan Page และ Instagram – MDNADIVA (www.facebook.com/MDNADIVA) ที่มีน้องที่คอยติดตามทำขึ้นมาให้ นอกจากนี้ก็ยังมี Instagram (MDNADIVA) ครับ

เริ่มแต่งแบบมาดอนน่ามานานหรือยัง

ถ้าพูดถึงเรื่องโฟคัสที่มาดอนน่า จนนำมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็ประมาณสอง-สามปีให้หลังมานี้ แต่ก่อนหน้านั้นก็แต่งเป็นทุกศิลปินครับ ประมาณแปด-เก้าปีแล้วมาแล้วครับ

เพราะอะไรจึงเริ่มแต่งเป็นมาดอนน่า

มันเกิดจากความบังเอิญครับ คือเมื่อสมัยทำงานโชว์แรกๆ วิทยายุทธ์ด้านการแต่งหน้าเรายังไม่แข็งพอ ก็แต่งแบบเยอะไว้ก่อน ชัดไว้ก่อน มีอยู่ครั้งนึงที่เข้าทำงานสายและต้องรีบมาก ไม่มีเวลาแต่งหน้า เลยได้แต่เพียงกรีดอายไลเนอร์ แล้วทาปากแดงสด ผมทอง แขกที่มาดูโชว์วันนั้นก็เข้ามาทักหลังจากโชว์เสร็จว่าหน้าคล้ายมาดอนน่านะ

แรกๆ เราก็ไม่แน่ใจ แต่หลังๆ อยากพิสูจน์เลยแต่งหน้าแบบเน้นมิติมากขึ้น คือแต่งหน้าให้น้อยลง ใช้เทคนิคและเน้นรายละเอียดมากขึ้น แต่เวลาที่ใช้ก็เท่าเดิม เพื่อให้ออกมาใกล้เคียงที่สุด และเริ่มหาจุดพอดีมาเรื่อยๆ ครับ

ทุกวันนี้ก็ยังไม่พบจุดที่เป๊ะได้ว่าที่สุดนะ เพราะโครงหน้าเรายังเดิมๆ อยู่ แต่ความจริงแล้วผมก็ลองแต่งเป็นหลายๆ คนนะครับ บริทนีย์ วิทนีย์ บียอนเซ่ แต่ที่ลงตัวและเหมือนสุดก็มาดอนน่าครับ

เริ่มต้นเข้ามาในวงการนางโชว์ได้ยังไง

ผมเคยไปเรียนและทำงานโชว์ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลียมาเกือบสามปี  ตอนที่ตัดสินใจไปมีแรงจูงใจอย่างนึงจากหนังเรื่อง The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert  ที่เป็นเรื่องราวของนางโชว์แดร็กควีนสามคนเดินทางข้ามทะเลทรายจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง เราเลยอยากไปสัมผัสว่าของจริงเป็นอย่างไร

ตอนที่เดินทางไปกระเป๋าเดินทางเต็มไปด้วยชุดโชว์ทั้งหมดที่เรามี แต่เสื้อผ้าใช้ในชีวิตประจำวันเอาไปแค่กระเป๋าสะพายหนึ่งใบ แรกๆ ที่ไปถึงก็ไม่มีงานทำ เลยอยากลองทำงานนางโชว์ดู ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมของที่นั่นมากนัก ก็ได้ตะเวนถามงานนางโชว์ แต่คำตอบที่ได้จากฝรั่งตอนนั้นค่อนข้างเจ็บปวด เพราะนางโชว์ที่นั่นไม่ได้เป็นกันง่ายๆ

จนวันหนึ่งเพื่อนชาวไต้หวันที่เคยเห็นงานของเรา ก็สมัครการประกวดให้ เป็นการประกวดที่คัดหานางโชว์เข้าทำงานที่บาร์ที่ซิดนี่ย์ชื่ออาร์ค ซึ่งเป็นบาร์ที่ดังมาก เพราะนางโชว์ที่เป็นหนึ่งในนั้น กำลังลาออกไปทำงานที่นิวยอร์ค ตำแหน่งเลยว่าง เราก็เข้าไปประกวด ทั้งที่ไม่รู้กติกาอะไรเลยเข้าใจแต่เพียงว่าแข่งสามรอบ เราจึงเลือกเพลงที่ถนัดที่สุดไว้สามเพลง

รอบแรกเราคิดโชว์ใหม่ ทำการบ้านใหม่หมด ถามครูสอนภาษาที่เรียนอยู่ตอนนั้น ถึงการทำรูปปาก การออกเสียง เราแสดงต่อหน้าเจ้าของภาษา ดังนั้นการทำรูปปากให้ตรงกับเสียงหรือวรรณยุกต์สำคัญมาก รอบแรกที่เราเข้าไปอยู่หลังเวที เราสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากผู้เข้าแข่งขัน เพราะเขาไม่รู้จักเรา และเหมือนจะเหยียดเอเชียนิดๆ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เราทำผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ อึ้งไปกันหมด แถมกรรมการก็อึ้ง เพราะเขาไม่คิดว่าจะมีเอเชียเข้าร่วมแข่งขันด้วย แถมทำได้ดี และเราก็เข้ารอบ

พอรอบที่สาม เราก็มารู้อีกทีว่าเขาขยายการแข่งขันเป็นเก้ารอบ โดยแต่ละรอบมีคอนเส็พท์ต่างกัน เราถึงกับตกใจ เพราะชุดและการแสดงจะต้องเตรียมอีกมาก รอบที่หกเรารู้สึกท้อเพราะตอนนั้นไม่แน่ใจว่าจะชนะไหม กลัวว่าเขาจะตุกติกและถอดเราออกจากการแข่งด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

ไจ๋ไปบ่นให้คนไทยที่ตามมาเชียร์ตอนนั้นว่า ไจ๋กลัว ไจ๋ท้อ เขาบอกกับไจ๋ว่า “สู้เถอะ พวกพี่ๆ จะมาให้กำลังใจทุกรอบ พี่อยากให้คนไทยชนะ ให้เป็นที่ยอมรับ เพราะกะเทยไทยในซิดนีย์ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ไม่ค่อยดี อย่างน้อยทำให้ฝรั่งเขารู้ว่า เราก็มีความสามารถ เขาจะได้ยอมรับเรามากขึ้น” ตอนนั้นไฟก็โหมมาก สู้สุดใจขาดดิ้น จนชนะในที่สุด และได้เข้าร่วมงานกับอาร์คพร้อมกับทีมงานฝรั่งทั้งหมด ใช้ชื่อว่ามิสทิฟฟานี่ย์

ทำมาได้ประมาณสองปี เป็นปีสองพันเจ็ด เราก็ได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลไรซิ่งสตาร์ของดิว่าอวอรด์ส ซึ่งคล้ายๆ เอ็มทีวีสำหรับวงการแดร็กควีนของออสเตรเลีย แต่ไจ๋พลาดรางวัลนั้น

แต่ปีที่สาม ก็ได้เสนอชื่อเข้าชิงโชว์เกิรล์สฺช้อยส์ ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่กว่า และในที่สุดก็ได้มา

ในปีเดียวกันก็ตัดสินใจกลับมาไทย และเข้าร่วมประกวดมิสเอซีดีซี 2008 ในประเทศไทย ตอนนั้นลงประเทศออสเตรเลีย แต่ด้วยความไม่เข้าถึงเวทีการประกวดนี้จริงๆ จึงทำได้เพียงตำแหน่งรองอันดับสาม

ลงจากเวทีแล้วใช้ชีวิตแบบไหน

ผมใช้ชีวิตแบบเกย์แอบที่บ้านและเปิดเผยต่อหน้าคนรู้จักครับ อย่างที่ออสเตรเลียเขาจะมีนางโชว์หรือเอ็นเทอร์เทนเนอร์ที่เรียกกันว่าแดร็กควีน พอได้ไปทำงานตรงนั้น ผมจึงได้รู้ว่าผมจัดอยู่นางโชว์ในประเภทนี้ คือเป็นเกย์ผู้ชายทั่วไป แต่เราแต่งหญิงเพื่อความสนุกชั่วครู่ หรือทำเพื่องานที่เอ็นเทอร์เทนเนอร์ กลางวันทำงานออฟฟิศ กลางคืนไปโชว์ตามผับ เป็นพิธีกรงานต่างๆ

ตอนที่ผมไปทำงานร่วมกับฝรั่งที่นั่น มักจะเจอคำถามเสมอ ว่าอยากเปลี่ยนเป็นผู้หญิงไหม อยากผ่าตัดแปลงเพศไหม ผมถามกลับว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น เขาตอบว่า ผมตัวเล็ก ดูละมุนเวลาอยู่บนเวที เขาเลยคิดว่าผมอยากจะมาแนวนี้ แต่เปล่าเลยครับ เพราะผมมีความสุขกับจุดจุดนี้แล้วครับ

ได้มีการทำศัลยกรรมเพื่อให้เหมือนมาดอนน่าหรือเปล่า

ไม่ได้เปลี่ยนตัวเองขนาดนั้นครับ ผมยังคงเป็นเกย์ธรรมดาทั่วไป ผมเลยไม่อยากเปลี่ยนให้หน้าตัวเองเป็นกึ่งหญิงกึ่งชายขนาดนั้น มันเป็นความโชคดีน่ะครับ ที่โครงหน้าของผมมีชีคโบนและแก้มตอบ หน้าก็เหลี่ยมๆ บวกกับการแต่งหน้าที่สั่งสมประสบการณ์มา ใส่มิติเข้าไป หน้าเลยคล้ายโซนยุโรปบวกละตินบวกเอเชีย จากที่ได้ยินจากคนดูมาน่ะครับ

ปฏิกิริยาของคนดูเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนอยู่ที่ซิดนีย์ มีฝรั่งคนหนึ่งวิ่งมาหลังเวที และจับมือเราด้วยความตื่นเต้น เขาบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในทีมงานที่ทำงานให้มาดอนน่า เขามาเที่ยวซิดนีย์ แล้วมาเจอผมโชว์มาดอนน่า แล้วเหมือนมาก เขารู้สึกตื่นเต้นมาก เขาเลยขอเลี้ยงเครื่องดื่มหลังเลิกงาน แต่เราก็ไม่ได้คุยอะไรกันต่อมาก รู้สึกเสียดายจนทุกวันนี้ (หัวเราะ)

ปฎิกิริยาของแฟนๆ มาดอนน่าทั่วโลกเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้ในเฟซบุ๊คและแฟนเพจของผมเองก็เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาติดตาม ส่วนใหญ่ที่เข้ามา เขาจะทึ่งกับภาพถ่ายของผมที่แต่งมาดอนน่ามาก เขาสงสัยมากว่าทำได้อย่างไร จนมีบางคนเอารูปไปเผยแพร่ในแฟนเพจเมืองนอก ทั้งฝั่งเม็กซิโก, ลาทินอเมริกา, บัลแกเรีย, อิทาลี

เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีเรื่องฮาๆ ขำๆ ที่เมืองนอกเขาตื่นเต้นกับภาพที่ผมแต่งเป็นมาดอนน่าไหว้พระอยู่ พวกเขาก็ตีโพยตีพาย วิจารณ์ต่างๆ นานา นึกว่ามาดอนน่าตัวจริงไหว้พระและลามไปเรื่องลัทธิและศาสนาที่มาดอนน่าตัวจริงนับถือ โอ๊ย ไปไกลมาก ผมก็นั่งขำกับเพื่อนๆ สุดท้ายก็มีคนไปเฉลย

ชอบลุคของเธอในช่วงไหนมากที่สุด

ชอบลุคของเธอในอัลบั้ม Confession on a Dance Floor ในปี 2005 มากที่สุด เพราะเธอสวยในแบบของเธอ และรู้สึกเป็นอัลบั้มที่พอดิบพอดีในเรื่องของสไตล์ แล้วก็เป็นลุคที่ไจ๋โดนคนพูดถึงมากที่สุดว่าเหมือน ทรงผมที่เข้ากับหน้าไจ๋ด้วย และหน้าของมาดอนน่าก็ตอบได้ทรงกำลังดี มันเลยทำให้ไจ๋ปลอมตัวเป็นมาดอนน่าได้ง่ายขึ้น

ทุกวันนี้ยังเป็นนางโชว์อยู่หรือเปล่า

ก็ยังเป็นอยู่ครับ แต่แค่รับงานน้อยลง ไม่ได้ประจำเหมือนแต่ก่อน และรับงานโชว์ตัวทั่วไปแล้วแต่คนจะเรียก และดูลักษณะของงานด้วย

ไจ๋ตัดสินใจออกห่างจากวงการนี้มาหนึ่งก้าว เพราะรู้สึกว่า วงการนางโชว์ไทยกำลังถอยหลัง เพราะมีนางโชว์เกิดขึ้นเยอะมาก โดยเกิดจากเด็กมหาลัยที่ไม่มีอะไรทำ เลยหากิจกรรมแต่งหญิงสนุกๆ และออกรับงาน โดยมีค่าตัวที่ถูกกว่ามืออาชีพหลายเท่าตัว นายจ้างหรือเจ้าของผับก็ต้องการลดต้นทุน เลยจ้างเด็กเหล่านี้แทนนางโชว์อาชีพ มันเลยมีการกดค่าตัว และนางโชว์เด็กๆ ก็ยินดีกับค่าตอบแทนแค่นั้น เพียงเพราะเห็นว่าทำแค่เอาสนุก ได้เที่ยวและเจอแสงสี  มันเลยทำให้ความเก๋และเสน่ห์ของนางโชว์หายไป

ไจ๋เคยคิดจะผลักดันให้นางโชว์ก้าวขึ้นไปเป็นระดับที่เมืองนอกเป็น แบบที่มีแต่คนให้เกียรติ แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนว่า นางโชว์ใหม่ๆ ไม่ให้เกียรติตัวเอง และนายจ้างก็ไม่ให้เกียรตินางโชว์ อาชีพนางโชว์เป็นหนึ่งในอาชีพที่ลงทุนเหมือนกันนะ เสื้อผ้า หน้า ผม ความสามารถ มันไม่ใช่แค่ใครขยับปากตามเพลงได้ก็เป็นนางโชว์ได้ มันเป็นการแสดงที่ต้องใช้ความสามารถ

ในเมืองไทยมีคนแต่งตัวเป็นมาดอนน่าแบบนี้อีกไหม

เท่าที่ไจ๋รู้จักและเคยเห็นยังมีอีกสองคน ซึ่งเป็นนางโชว์ แต่สองคนนี้จะต่างกับไจ๋ตรงที่เขาเป็นสาวประเภทสอง แต่ไจ๋เป็นเกย์ และสไตล์ก็จะดูต่างกันไปครับ

ส่วนที่เมืองนอกก็มีหลายคนจากหลายประเทศด้วยกัน แต่ที่ดังที่สุดก็เป็นจากอเมริกาที่ชื่อคริส อเมริกา ที่เขาเป็นแฟนรุ่นบุกเบิกของมาดอนน่า อายุเขาร่วมห้าสิบแล้ว แต่งตัวเลียนแบบมาดอนน่ามาร่วมสามสิบปีแล้ว น่าทึ่งมากๆ

คิดว่าตัวเองบ้ามาดอนน่าระดับไหน

จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะเสียใจมากแค่ไหน หากมาดอนน่าเป็นอะไรไป

*

-Facebook – Siravitch , Fan Page – MDNADIVA และ Instagram – MDNADIVA

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

$10 Off $69 For Women Printed Style Clothes; Expire on 4/7/2019
©2009-2016 POPpaganda.net | Powered by WordPress | Developed by felizt