MUSIC

เทรนด์เพลงสุดเห่ยแห่งปี 2012

January 27, 2013

LINE it!

worst_music_trends_2012


ปี 2012 ที่ผ่านไปเป็นปีทองของวงการเพลงหรือเปล่า? เป็นปีแห่งความรุ่งเรืองของวงการเพลงไหม? เป็นปีที่ในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้าเราจะมองย้อนกลับแล้วคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีแต่เพลงเพราะๆ เหมือนที่เราทำอยู่เสมอกับเพลงในยุค 80-90 หรือเปล่า?

เกรียงไกร สังข์อยู่ศิริ | (DJ Spectrum K) Circuit Party DJ, Resident DJ at G Bangkok (G.O.D.), Music Director at gLive Online Radio
อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?
“Dubstep มันเป็นขยะของดนตรีอิเล็คโทรนิคอย่างแท้จริง ด้วยซาวด์ที่ฟังแล้วปวดตับ ไม่ได้ชวนขยับ รกรุงรังวุ่นวาย มันคือการเอา 2Step กับ UK Garage ใสๆ มาใส่ซาวด์ใหม่ยำซะเละตุ้มเป๊ะ หาแก่นสารของความไพเราะไม่เจอ มีตุ๊ดคนไหนทนเต้นมันได้เกินสองเพลงบ้าง? และ K Pop พอซะทีเถอะ”
คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?
“หมื่นเพลงยุคนี้ หาเทียบได้กับสิบเพลงยุคนั้น ทั้งๆ ที่อินเทอร์เน็ทสื่อยังไม่ทันสมัยเท่า จะมีสักกี่เพลงสมัยนี้ ที่รุ่นลูกหลานเราจะนำกลับมาร้องซ้ำๆ ฟังซ้ำๆ พูดถึงซ้ำๆ ยอมรับเถอะ ทุกครั้ง ที่ได้ยิน I Should Be So Lucky, Kiss Me, I Want It That Way ฯลฯ ต้องฮัมตามแล้วแอบยิ้มเสมอ เรื่องคุณภาพ สมัยก่อนยุคอนาล็อก แผ่นเสียง เทปคาสเส็ทท์แท้ๆ เสียงกลับใสไพเราะ แทนที่ยุคนี้ เครื่องไม้เครื่องมือพัฒนา แต่คุณภาพกลับด้อยลงอย่างมาก แนวเพลงตอนนี้ เป็นพ็อพแดนซ์แนวเต้นซะส่วนใหญ่ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป เป็นสิ่งที่ 80s-90s เคยทำมาแล้วยุคที่พ็อพและยูโรบีทไปทุกแห่งหน”
แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?
“อยากเห็นศิลปินอาร์แอนด์บีเพราะๆ กลับมาครองชาร์ทบ้าง แดนซ์ประเภทเฮาส์ อิเลคโทรใสๆ Calvin Harris, Martin Solveig,  Avicii ให้อยู่ต่อ ไม่เอา David Guetta ,Gangnam Style และ Dubstep!”
*
ปริศนา รัตนเมธานนท์ | Executive Producer Channel [v] Thailand
อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?
“จริงๆ ไม่กล้าเจาะจงเลยว่า อันไหนจะคือความยอดแย่ของเทรนด์ที่ถามมา เพราะมีบ่อยครั้งที่เทรนด์ยอดแย่มักจะกลายเป็นเรื่องฮิตติดความแมสไปซะงั้น  หน้าที่เราก็คือทำตัวให้รู้จักกับเพลงที่เป็นกระแส ทำตัวให้รู้ว่าอะไรมา อะไรไป ถึงบางครั้งก็เห็นอยู่ว่าเพลงที่ดังกว่าพลุนั้น มันน่าฟังตรงไหนคะนี่
“อย่างกังนัมสไตล์ ไม่กล้าพิจารณาว่าเป็นเทรนด์แย่ แต่แค่ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว ด้วยองค์รวม โดยเฉพาะท่าเต้น  ความรู้สึกคือเป็นเพลงที่อายุสั้นจนถึงขั้นหมดอายุเร็ว  แต่ถามว่าไอ้ที่ฮิตลามปามถึงระดับโลกมาแล้ว เราปฎิเสธได้มั้ย อันนั้นก็เป็นเรื่องของกระแสนิยมอย่างที่บอกไป จริงๆ ก็ฟังออกอยู่แค่ประโยคเดียวนั่นแหละ แต่ท่าเต้นที่เราทำใจไม่ค่อยได้ที่มาประกอบกัน ทั้งการเล่นหูเล่นตาของคนร้อง  มันเลยต้องหันหนีแบบไม่มีเหตุผล   แต่สุดท้ายคนเราก็ลื่นไหลไปกับจังหวะของกระแสเพลงนี้  แอบมองปนๆ กันไปว่ามันคือการลามปามวัฒนธรรมการฟังเพลงแบบไม่ต้องใช้สุนทรียภาพมาประกอบการฟังให้มากความ เน้นความสนุก กับกระแสนิยม ก็มีความสุขแล้วกับที่เค้าฟังๆ กัน   สรุปมันคือ one hit wonder ที่ทำใจลำบากถ้าจะหยิบมาฟังอีก  ทั้งหมดทั้งมวลก็มันก็คงเกิดจากอะไรที่มันมากเอ่อจนล้น สุดท้ายเลยกลายเป็นความไม่ตื่นเต้น เห็นอีกก็อยากวิ่งหนี แถมหนีตรงไหนก็ยังต้องเจอ  มันเลยเอียนเลี่ยน สุดท้ายผู้เคราะห์ร้าย ก็คงเป็นประมาณนี้
“ปี 2012 ที่ผ่านมาสำหรับตัวเองยังไม่ค่อยเห็นอะไรเด่นจนฉีก หรือไม่มีเวลาจะติดตามเกาะติดก็ไม่รู้  อารมณ์ของแนวเพลงทำไมมันดูคล้ายๆ กันหมด ผสมกลมกลืนกันไปหมด  มองเรื่อยเปื่อยที่ผ่านมาเราเห็นเทรนด์เค้าชอบ featuring กันไปทั่ว อาทิเช่นเพลง pop ที่จะว่าเป็น pop แท้ๆ ก็มีการผสมสานข้ามสายพันธุ์มาในแนว dj mix กันไปซะงั้น มันเป็นการผสมกลมกลืนเพื่อให้เกิดการมี scene  ซึ่งกันและกัน อารมณ์แบบซบเซาเหงาหงอยในวงการเพลงมันก็มีมาแล้ว  เช่นยอดขายเงียบกริบที่เกิดในบ้านเรา  ผลกระทบที่มันโดมิโนมาจากการจำหน่ายเพลงจากทางค่ายเพลงเองก็ดี   จากที่เห็นแบบสงสัยเค้าก็ต้องหาเทรนด์ใหม่ๆ ที่ต้องพยุงกลยุทธ์กันไป   โดยเขย่าคำว่า featuring ให้สดขึ้น  โดยจับคู่นี่นั่น ทั้งความแรงมันช่วยส่งเสริมกันและกันได้ดี  ก็น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่มีการ featuring ที่ชุกชุมและได้ผล”
-คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?
“คำถามนี้แจ่มมาก เกิดมาในยุคของ 80’s ถ้าไม่อินกับยุคนี้ก็ไม่รู้จะว่าไง  สำหรับช่วงช่วง 90’s น่าจะเป็นรอยต่อของการปรับให้เข้ากับโหมดใหม่ๆ หาความทันสมัยในการฟังเพลง ทำนองใหม่จากศิลปินหน้าใหม่ในยุคนั้น  คิดตั้งแค่เล็กจนโตว่าต้องจับเพลงยุคนี้ขึ้นแท่นบูชาความคลาสิค ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวของศิลปินเองหรือเพลงที่เราได้แรงบันดาลใจมาโดยตลอดชีวิต ไม่รู้ไม่สน ว่าใครชอบไม่ชอบ แต่เรายังบ้าอยู่  เอาจริงๆ วันดีคืนว่างก็ต้องหยิบซักแผ่นหาซักเพลงมาฟังกัน อยากมีจังหวะฮึกเหิมก็หยิบ ‘Falco – Rock Me Amadeus’ มาฟัง  อยากคึกคักสดใสก็คิดถึง ‘Aztec Camera – Somewhere In My Heart’  หรือวงโปรดปรานเป็นเทพบุตรในดวงใจอย่าง ‘Style Council – You’re the Best Thing’  ก็ว่ากันไป สาธยายไม่หมดเอาซะเลย แถมหาความเชยไม่ได้จากยุคนี้ ฟังกันกี่ทีก็นั่นแหละ ฟินรูหู   ซึ่งเอาความจริงสำหรับตัวเองเพลงในแต่ละยุค แต่ละสมัยก็มีเสน่ห์มีสไตล์ต่างกันไป ยุคใหม่ๆ อาจจะหาเมโลดี้ที่อาจจะยังขาดความละเลียดไปบ้าง เรียบง่าย ขาดท่วงทำนองให้ใส่ใจ เป็นยุคของวิวัฒนาการของศิลปินบ้าง ประเภทมาแต่ลุคที่จำไม่ลืมแต่เพลงดีดีอยู่ตรงไหน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการบริโภคว่าอารมณ์เพลงช่วงนั้นจะเป็นโหมดไหน มาถึงวันนี้เราก็คงปฎิเสธโลกปัจจุบันไม่ได้ ก็ต้องเสพทั้งเทคโนโลยีใหม่ เพลงใหม่ที่เกิดกันเร็วบางทีไม่น่าเชื่อ แต่มันก็จะมีมุมหนึ่งที่คิดเสมอว่า  เราแค่ดีใจที่เหมือนเกิดก่อน ก็ได้ฟังเพลงดีดีก่อนใคร  ชีวิตก็เลยไม่ค่อยเสียหลาย รวมเพลงทั้งสามยุคที่เราเกี่ยวพัน ใครจะอินกับยุคไหนก็ไม่มีใครว่า เพราะ ‘Life ‘s what you make it’ แค่นั้นเอง”
พันเลิศ ศรีสร้อย | Graphic designer & founder เพจ อินดี้สมัยใหม่ (Indie 10’s)
อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?
“เทรนด์วงการเพลงปี 2012 น่าเบื่อมากๆ คือการทำเพลงแบบเซฟตัวเองของหลายๆ วงศิลปิน ไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุผลการตลาดหรืออะไรทั้งสิ้น ยิ่งถ้าพูดถึงวงการเพลงไทยทั้งเมนสตรีมและอินดี้ค่อนข้างชัดเจน การแต่งเนื้อเพลงในวงการเมนสตรีมแบบทัศนคติโลกสวยมากเกินไป เราไม่ได้ต้องการการมองโลกแบบเพลงดาร์กโคตร แต่เราต้องการการมองโลกแบบเข้าใจและรู้ทันมากกว่า ส่วนวงการอินดี้บ้านเรา ช่วงนี้น่าเบื่อมาก วงดนตรีดีๆ มีอยู่ แต่มันไม่หลากหลายเหมือนช่วงๆ หลายๆ ปีก่อนหน้า ที่มีวง Futon มีวงอพาร์ตเม้นต์คุณป้า วง Goose โผล่ขึ้นมา มันไร้ความสดที่สร้างความรู้สึกตื่นเต้นแบบที่วงต่างประเทศทำให้เรารู้สึก เราเชื่อว่าคนฟังหลายคนรอความใหม่และแบบนั้นอยู่”
-คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?
“เทียบเพลงยุคนี้กับยุค 80’s กับยุค 90’s ที่ถือเป็นยุคทองของดนตรีสมัยใหม่ ที่มีเอกลักษณ์ใน culture ชัดเจนมาก เราไม่ค่อยแปลกใจที่นักดนตรีในสมัยนี้จะทำเพลงได้รับอิทธิพลจากเพลงในยุคนั้นอย่างชัดเจน เพราะพวกเขาก็คือคนที่เสพย์และโตมากับการฟังเพลงในสมัยนั้น แต่เราก็คิดว่าดนตรีในแต่ล่ะทศวรรษค่อนข้างมีเอกลักษณ์ของมันอยู่แล้ว ไปตามสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น ปัญหาที่เรามองและอยากพูดถึงนอกจากนักดนตรีคือคนฟังเพลง ที่หลักๆ ควรเข้าใจและพัฒนาตัวเองให้ทันเพลงที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยมากกว่า เพราะทุกวันนี้การเลือกฟังเพลงมันง่ายกว่าสมัยก่อนด้วยสื่อที่มากขึ้น คนฟังเพลงที่เข้าใจรสนิยมตัวเองและมีหัวก้าวหน้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักดนตรีและวัฒนธรรมดนตรีในยุคปัจจุบันอยู่ได้”
แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?
“สิ่งที่อยากเห็นมากๆ ในซีนดนตรีปี 2013 คือความหลากหลาย ทั้งนักดนตรีและคนฟัง ปีนี้ดูจากลิสต์วงดนตรีที่จะออกอัลบั้มแล้วรู้สึกว่าสนุกแน่ๆ ทั้ง Yeah yeah yeahs, Arcade fire, Foals เป็นต้น เราไม่อยากเห็นคนฟังเพลงหยุดอยู่ที่ยุคเดิมๆ อย่างเดียว โอเค ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เราเชื่อว่าดนตรีดีๆ มันไม่ได้มีอยู่แค่ยุค 80’s 90’s แน่ๆ เราอยากเห็น culture การเอนจอยที่ทันยุคมากขึ้น แบบไม่ต้องมาได้ยินคนพูดว่า โหย อยากดู Franz Ferdinand จังเลย ทั้งๆ ที่ตอนวง Franz Ferdinand ดังและมาเมืองไทย คนฟังบางคนก็ไม่ได้ฟังเพลงวงนี้ ไปอยู่ที่ไหนไม่รู้ด้วยซ้ำ”
เบลล์-วิชชุดา รติไพบูลย์, ครีเอทีฟรายการโทรทัศน์
อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?
“2012 ที่รู้สึกไม่ชอบที่สุด เป็นคำถามที่ยากมาก เพราะโดยส่วนตัวแล้วค่อนข้งเปิดกว้างกับแนวเพลง แต่ที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ น่าจะเป็นกระแสของแนวเพลง Dubstep หรือเพลงตื้ดๆ ที่ภาษาชาวบ้านอย่างเราเรียกกัน อาจจะเป็นเพราะดนตรีสังเคราะห์ที่มีเนื้อร้องและไม่มีเนื้อร้องบ้าง ทำให้เราซึ่งโตมากับเพลงพ็อที่ชอบแหกปากตะโกนร้องตามงงๆ กับแนวเพลงนี้ว่า-เอ๊ะ ท่อนฮุคอยู่ไหน จะเต้นตามสเตปไหนดี ซึ่งปี 2012 ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า Dubstep แทรกซึมไปอยู่ในหลายๆ เพลง รวมไปถึงวัฒนธรรมการไปปาร์ตี้ ที่ถ้าชั้นไปปาร์ตี้เพลงร็อคหรือเพลงพ็อพมันไม่เก๋  ไปเต้นเพลงหน่วงๆ หลอนๆ แบบ Dubstepสิ เก๋กว่า”
คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?
“ยุคนี้มันเป็นยุคของดนตรีที่หลากหลาย ในหนึ่งเพลงเราจะเห็นว่ามีการเอาแนวดนตรีมาใส่ผสมกันอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด ศิลปินเยอะขึ้นมีให้เลือกหลายแนว   และอีกสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดในเพลงสมัยนี้คือการ featuring กันแบบบ้าคลั่ง ไม่ว่าจะเป็น เจ้าพ่อ  Featuring อย่าง Pitbull/Will.I.AM  หรือ Jay-Z มันเหมือนกับการเอาเพลงหลากหลายแนวมาอยู่รวมกัน  ซึ่งมันทำให้เพลงมันดูเหมือนกันหมดเลย บางทีเรายังตกใจว่า อ้าวเพลงนี้ของคนนี้หรอ นึกว่าของ Pitbull ซะอีก ต่างจากสมัยยุค 80-90  แนวเพลงหรือแม้กระทั่งตัวศิลปินค่อนข้างชัดเจน เรารู้ว่าเสียงแบบนี้ คือมาดอนน่า เพลงแนวนี้คือ Oasis”
แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?
“อยากเห็นอะไรที่ชัดเจนทั้งตัวเพลงและศิลปิน  อย่างที่ประทับใจมากที่สุดเมื่อปีที่แล้ว ก็คงจะเป็นเพลงและสไตล์ของ  Lana Del Rey ที่มีความละเมียดละไมตั้งแต่เพลง ทำนอง การร้อง ชื่อเพลง ลุคของศิลปิน และมิวสิควิดิโอแต่ละตัวที่มันดูเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้ามีแบบนี้เยอะๆ วงการเพลงในปี 2013 น่าจะเป็นปีที่สนุกเลยทีเดียว”
Dave Milligan | Managing Director – Champion Sound
อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?
“ก็คือการที่คนอเมริกันส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาเป็นคนให้กำเนิดเพลงแด๊นซ์ แล้วจำเพาะเจาะจงเรียกด้วยตัวย่อว่า ‘EDM’ –  Electronic Dance Music ทั้งๆ ที่เรียกว่า Entry-level Dance Music น่าจะเหมาะกว่านะ มันก็เหมือนกับเป็นแฟชั่นนั่นแหละ เดี๋ยวมันก็ดับเร็วเหมือนตอนที่ดังขึ้นมา–เหมือนกับตุ๊กตาบีนนี่เบบี้ย์ยังไงยังงั้น”
คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?
“นี่คือยุคตกต่ำที่สุดของเพลงพ็อพเลย รวมทั้งเพลงพ็อพแด๊นซ์/อิเล็คโทรนิค เพลงที่ผมได้ยินตามวิทยุหรือโทรทัศน์มีอยู่น้อยมากจริงๆ ที่ไม่ได้เป็นเพลงขยะห่วยโคตรๆ แต่ถ้านอกเหนือจากเพลงพ็อพ เพลงแด๊นซ์/อิเล็คโทรนิคมาถึงจุดที่แข็งที่สุด มีอยู่ช่วงนึงหลายปีที่แล้วที่เพลงฟังดูเหมือนการสังเคราะห์มากเกินไป ซึ่งเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีมันเติบโตเร็วมาก แต่ตอนนี้อารมร์กรู๊ฟและความอบอุ่นอ่อนโยนได้กลับเข้ามาในเพลงเต้นรำครั้งใหญ่เลยทีเดียว”
แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?
“การที่เพลงอิเล็คโทรนิคดีๆ มีคุณภาพจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วงปี-สองปีที่ผ่านมามีศิลปินอย่าง Maceo Plex, Julio Bashmore, Miguel Campbell, Wolf & Lamb, Pillow Talk, Maya Jane Coles และอีกหลายคนที่มีอยู่ๆ ก็ดังมาก ดูเหมือนว่าปี 2013 นี้มันจะยิ่งใหญ่กว่านั้นและดีกว่านั้น”
สิริกาญจน์ สมนึก | Product Manager – วอร์นเนอร์มิวสิค
อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?
“featuring เหตุผล – หรือเพราะฉันเป็นคนหัวโบราณก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่จำได้ ตั้งแต่นมยังเล็กเท่าเห็บเหา การมีเพลงที่ศิลปินต่างภพต่างสมัย ต่างแนวทาง หรือต่างค่ายมาร่วมทำด้วยกันแล้วขึ้นป้าย Misty featuring Miss Hell เยี่ยงนี้ มันช่างน่าตื่นเต้น เร้าใจ กระหายในอารมณ์ อยากจะฟังเสียบัดนั้น บางเพลงทำเอานอนไม่หลับตั้งแต่ทราบข่าว หากเดี๋ยวนี้… ยุคสมัยนี้… หนักหนามาสักพักและยังดาษดื่นต่อไปในปี 2012 การ featuring กลายเป็นของน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ ไม่น่าติดตาม ฟังกันแล้วก็จบไปเหมือนตด ทั้งยังถูกจับมาทำเป็นการตลาดประเภทมองคนซื้อเป็นลูกไก่ในกำมือ หลอกฟันเงินกันง่ายๆ และอีกหลายครั้งที่เห็นข่าวปุ๊บถึงกับตบเข่าฉาดปั๊บ พร้อมบ่นอัตโนมัติ “เดี๋ยวมันก็ไป featuring กลับ” เนื่องจากหวังผลประโยชน์ซึ่งกันและกันที่ต่างก็ออกอัลบั้มใหม่ โดยตัวเพลงที่ออกมาไม่ได้มีคุณภาพหรือได้รับการผลิตอย่างพิถีพิถัน บางเพลงถึงขั้นทุเรศทุรัง — ความศักดิ์สิทธิ์และความงามของการ featuring อยู่ที่ไหน อารมณ์บรรเจิดในการรอคอยและระหว่างฟังเพลง featuring ของฉันอีกล่ะ เอา featuring แบบน่าศรัทธาของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้นะยะ กรี๊ดดดดด!”
คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?
“คำถามหล่อนชี้นำนะยะ ชี้โพรงให้แฟนๆ ผู้เป็นกระรอกรุมจิกฉันได้ง่ายดายหากเพียงตกหลุมพรางตอบคำถามนี้ไปอย่างโง่ๆ แต่ฉันคงต้องยอมฆ่าตัวตาย เพราะจะให้โกหกคงทำไม่ได้
ต้องยอมรับก่อนว่าเราอยู่ในยุคสมัยที่แตกต่างกว่าเมื่อก่อน 80-90 เป็นยุครุ่งเรืองของดนตรี (โดยเฉพาะ 90) เราได้ฟังดนตรีทุกรูปแบบ และด้วยความหลากหลายนั้น ทำให้เรามองเห็นทางเลือกได้ง่ายขึ้น เพลงทุกประเภทถูกขุดขึ้นมาพูดถึง อยากฟังอะไรก็หาฟังได้ง่าย ดนตรีเป็นใหญ่ และเป็นสินค้าที่ผู้คนอยากจับจ่ายใช้สอย แต่ทุกวันนี้ ดนตรีจางหายไปจากตลาดใหญ่ กลายเป็นสินค้าเฉพาะความชอบส่วนบุคคลเหมือนที่เคยเป็นมาก่อนหน้านั้น และเราอยู่ในยุคทุนนิยมเต็มตัว อันเป็นยุคแห่งการแข่งขัน ยุคที่เน้นความเร็ว เน้นความล้ำ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี และหลายครั้ง เน้นรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าศิลปะและคุณภาพ คนเองก็เหมือนจะผันตามสิ่งเหล่านั้นไปด้วย เราไม่พูดว่าเพลงผันตามคนหรือคนผันตามระบบ แต่หลายๆ อย่างมีส่วนผลักให้เพลงที่อยู่ในกระแสหลักสมัยนี้ห่างหายจากความละเมียดละไมและความคิดสร้างสรรค์ มันอาจจะน่าตื่นเต้นในตอนแรกที่เห็นภาพเห็นการโปรโมท แต่หลังจากนั้นก็จบกัน
ของอย่างนี้เป็นลางเนื้อชอบลางยา หรือเว้าตามภาษาฝรั่งก็ beauty is in the eye of the beholder ฉันเองก็เห็นว่ามันก็เป็นไปตามยุคสมัย ใครชอบแบบไหนก็ชอบกันไปเถอะ เพียงแต่ฉันไม่ได้ชอบแบบนี้ และมีความสุขกับการนั่งขุดคุ้ยหาเพลงแบบที่ฉันประทับใจ แม้ว่ามันจะเหนื่อยกว่าแต่ก่อนก็ตาม — อย่างน้อยขอให้ทุกคนฟังเพลงแล้วหาอะไรดีๆ จากมัน อย่าโดนกลืนไปกับระบบก็แล้วกัน”
แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?
“อยากให้มีเพลงที่หลากหลายขึ้น แต่ก็คงไม่ได้ทำกันง่ายๆ เพราะเทรนด์โลกยังเป็นแบบนี้อยู่ แต่ก็ยังมีเรื่องให้ดีใจนะ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ชอบฟังเพลงที่ไม่ใช่กระแสโลก เพราะมีคนจัดคอนเสิร์ตให้ดูบ่อยๆ วงเล็กวงน้อยก็ได้ดู อาจจะเป็นวงที่ชอบส่วนตัวบ้างไม่ชอบบ้าง แต่ก็ดีที่มีให้ดู และคิดว่าปีนี้คงได้ดูเพิ่มอีก ในส่วนทั่วๆ ไป อยากให้คนฟังเพลงมากขึ้นและซื้อเพลงมากขึ้น ดาวน์โหลดผีเราไม่ว่ากัน แต่อันไหนฟังแล้วชอบจริงจัง ถ้าไม่ได้มีปัญหาทางทรัพย์ ซื้อเถอะ จะซื้อแบบซอฟท์ไฟล์หรือแบบแผ่น ซื้อเถอะ ถ้าคุณประกาศว่าเป็นแฟนหรือชอบ มันเป็นสิ่งเดียวที่พิสูจน์ได้ว่าคุณคือคนที่รักเพลงนั้นๆ อัลบั้มนั้นๆ ศิลปินคนนั้นกลุ่มนั้น นึกถึงเวลาคุณรักใครสักคน คุณก็อยากทำอะไรดีๆ ให้เขา อยากดูแล ใส่ใจ ดนตรีก็เหมือนกัน ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นคนฟังเพลง ฉันก็เห็นอย่าง ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นสื่อมวลชน ฉันก็เห็นอย่าง ตอนนี้ฉันเป็นคนขาย ฉันก็เห็นอย่าง เชื่อเถอะว่า ภาพที่หรูหราศิลปินคนดังคับฟ้า ยอดขายมันไม่ฟู่ฟ่านักหรอก ถ้าไม่เปรี้ยงปร้างจริง ศิลปินที่คุณรักก็หืดขึ้นคอในหลายประเทศเหมือนกัน และบางครั้งก็รวมถึงประเทศไทย ทำให้บรรดาฝ่ายการตลาดทั้งหลายต้องอายม้วนไปทั่วทวีปเลยทีเดียว”
*

dj_spectrum_k เกรียงไกร สังข์อยู่ศิริ | (DJ Spectrum K) Circuit Party DJ, Resident DJ at G Bangkok (G.O.D.), Music  Director at gLive Online Radio

อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?

“Dubstep มันเป็นขยะของดนตรีอิเล็คโทรนิคอย่างแท้จริง ด้วยซาวด์ที่ฟังแล้วปวดตับ ไม่ได้ชวนขยับ รกรุงรังวุ่นวาย มัน คือการเอา 2Step กับ UK Garage ใสๆ มาใส่ซาวด์ใหม่ยำซะเละตุ้มเป๊ะ หาแก่นสารของความไพเราะไม่เจอ มีตุ๊ดคนไหน ทนเต้นมันได้เกินสองเพลงบ้าง? และ K Pop พอซะทีเถอะ”

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?

“หมื่นเพลงยุคนี้ หาเทียบได้กับสิบเพลงยุคนั้น ทั้งๆ ที่อินเทอร์เน็ทสื่อยังไม่ทันสมัยเท่า จะมีสักกี่เพลงสมัยนี้ ที่รุ่นลูกหลานเราจะนำกลับมาร้องซ้ำๆ ฟังซ้ำๆ พูดถึงซ้ำๆ ยอมรับเถอะ ทุกครั้ง ที่ได้ยิน I Should Be So Lucky, Kiss Me, I Want It That Way ฯลฯ ต้องฮัมตามแล้วแอบยิ้มเสมอ เรื่องคุณภาพ สมัยก่อนยุคอนาล็อก แผ่นเสียง เทปคาสเส็ทท์แท้ๆ เสียงกลับใสไพเราะ แทนที่ยุคนี้ เครื่องไม้เครื่องมือพัฒนา แต่คุณภาพกลับด้อยลงอย่างมาก แนวเพลงตอนนี้ เป็นพ็อพแดนซ์แนวเต้นซะส่วนใหญ่ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป เป็นสิ่งที่ 80s-90s เคยทำมาแล้วยุคที่พ็อพและยูโรบีทไปทุกแห่งหน”

แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?

“อยากเห็นศิลปินอาร์แอนด์บีเพราะๆ กลับมาครองชาร์ทบ้าง แดนซ์ประเภทเฮาส์ อิเลคโทรใสๆ Calvin Harris, Martin Solveig,  Avicii ให้อยู่ต่อ ไม่เอา David Guetta ,Gangnam Style และ Dubstep!”

*

prisanaปริศนา รัตนเมธานนท์ | Executive Producer Channel [v] Thailand

อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?

“จริงๆ ไม่กล้าเจาะจงเลยว่า อันไหนจะคือความยอดแย่ของเทรนด์ที่ถามมา เพราะมีบ่อยครั้งที่เทรนด์ยอดแย่มักจะกลายเป็นเรื่องฮิตติดความแมสไปซะงั้น  หน้าที่เราก็คือทำตัวให้รู้จักกับเพลงที่เป็นกระแส ทำตัวให้รู้ว่าอะไรมา อะไรไป ถึงบางครั้งก็เห็นอยู่ว่าเพลงที่ดังกว่าพลุนั้น มันน่าฟังตรงไหนคะนี่

“อย่างกังนัมสไตล์ ไม่กล้าพิจารณาว่าเป็นเทรนด์แย่ แต่แค่ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว ด้วยองค์รวม โดยเฉพาะท่าเต้น  ความรู้สึกคือเป็นเพลงที่อายุสั้นจนถึงขั้นหมดอายุเร็ว  แต่ถามว่าไอ้ที่ฮิตลามปามถึงระดับโลกมาแล้ว เราปฎิเสธได้มั้ย อันนั้นก็เป็นเรื่องของกระแสนิยมอย่างที่บอกไป จริงๆ ก็ฟังออกอยู่แค่ประโยคเดียวนั่นแหละ แต่ท่าเต้นที่เราทำใจไม่ค่อยได้ที่มาประกอบกัน ทั้งการเล่นหูเล่นตาของคนร้อง  มันเลยต้องหันหนีแบบไม่มีเหตุผล   แต่สุดท้ายคนเราก็ลื่นไหลไปกับจังหวะของกระแสเพลงนี้  แอบมองปนๆ กันไปว่ามันคือการลามปามวัฒนธรรมการฟังเพลงแบบไม่ต้องใช้สุนทรียภาพมาประกอบการฟังให้มากความ เน้นความสนุก กับกระแสนิยม ก็มีความสุขแล้วกับที่เค้าฟังๆ กัน  สรุปมันคือ one hit wonder ที่ทำใจลำบากถ้าจะหยิบมาฟังอีก  ทั้งหมดทั้งมวลก็มันก็คงเกิดจากอะไรที่มันมากเอ่อจนล้น สุดท้ายเลยกลายเป็นความไม่ตื่นเต้น เห็นอีกก็อยากวิ่งหนี แถมหนีตรงไหนก็ยังต้องเจอ  มันเลยเอียนเลี่ยน

“ปี 2012 ที่ผ่านมาสำหรับตัวเองยังไม่ค่อยเห็นอะไรเด่นจนฉีก หรือไม่มีเวลาจะติดตามเกาะติดก็ไม่รู้  อารมณ์ของแนวเพลงทำไมมันดูคล้ายๆ กันหมด ผสมกลมกลืนกันไปหมด  มองเรื่อยเปื่อยที่ผ่านมาเราเห็นเทรนด์เค้าชอบ featuring กันไปทั่ว อาทิเช่นเพลง pop ที่จะว่าเป็น pop แท้ๆ ก็มีการผสมสานข้ามสายพันธุ์มาในแนว dj mix กันไปซะงั้น มันเป็นการผสมกลมกลืนเพื่อให้เกิดการมี scene  ซึ่งกันและกัน อารมณ์แบบซบเซาเหงาหงอยในวงการเพลงมันก็มีมาแล้ว  เช่นยอดขายเงียบกริบที่เกิดในบ้านเรา  ผลกระทบที่มันโดมิโนมาจากการจำหน่ายเพลงจากทางค่ายเพลงเองก็ดี   จากที่เห็นแบบสงสัยเค้าก็ต้องหาเทรนด์ใหม่ๆ ที่ต้องพยุงกลยุทธ์กันไป   โดยเขย่าคำว่า featuring ให้สดขึ้น  โดยจับคู่นี่นั่น ทั้งความแรงมันช่วยส่งเสริมกันและกันได้ดี  ก็น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่มีการ featuring ที่ชุกชุมและได้ผล”

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?

“คำถามนี้แจ่มมาก เกิดมาในยุคของ 80’s ถ้าไม่อินกับยุคนี้ก็ไม่รู้จะว่าไง  สำหรับช่วงช่วง 90’s น่าจะเป็นรอยต่อของการปรับให้เข้ากับโหมดใหม่ๆ หาความทันสมัยในการฟังเพลง ทำนองใหม่จากศิลปินหน้าใหม่ในยุคนั้น  คิดตั้งแค่เล็กจนโตว่าต้องจับเพลงยุคนี้ขึ้นแท่นบูชาความคลาสิค ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวของศิลปินเองหรือเพลงที่เราได้แรงบันดาลใจมาโดยตลอดชีวิต ไม่รู้ไม่สน ว่าใครชอบไม่ชอบ แต่เรายังบ้าอยู่  เอาจริงๆ วันดีคืนว่างก็ต้องหยิบซักแผ่นหาซักเพลงมาฟังกัน อยากมีจังหวะฮึกเหิมก็หยิบ ‘Falco – Rock Me Amadeus’ มาฟัง  อยากคึกคักสดใสก็คิดถึง ‘Aztec Camera – Somewhere In My Heart’  หรือวงโปรดปรานเป็นเทพบุตรในดวงใจอย่าง ‘Style Council – You’re the Best Thing’  ก็ว่ากันไป สาธยายไม่หมดเอาซะเลย แถมหาความเชยไม่ได้จากยุคนี้ ฟังกันกี่ทีก็นั่นแหละ ฟินรูหู   ซึ่งเอาความจริงสำหรับตัวเองเพลงในแต่ละยุค แต่ละสมัยก็มีเสน่ห์มีสไตล์ต่างกันไป ยุคใหม่ๆ อาจจะหาเมโลดี้ที่อาจจะยังขาดความละเลียดไปบ้าง เรียบง่าย ขาดท่วงทำนองให้ใส่ใจ เป็นยุคของวิวัฒนาการของศิลปินบ้าง ประเภทมาแต่ลุคที่จำไม่ลืมแต่เพลงดีดีอยู่ตรงไหน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการบริโภคว่าอารมณ์เพลงช่วงนั้นจะเป็นโหมดไหน มาถึงวันนี้เราก็คงปฎิเสธโลกปัจจุบันไม่ได้ ก็ต้องเสพทั้งเทคโนโลยีใหม่ เพลงใหม่ที่เกิดกันเร็วบางทีไม่น่าเชื่อ แต่มันก็จะมีมุมหนึ่งที่คิดเสมอว่า  เราแค่ดีใจที่เหมือนเกิดก่อน ก็ได้ฟังเพลงดีดีก่อนใคร  ชีวิตก็เลยไม่ค่อยเสียหลาย รวมเพลงทั้งสามยุคที่เราเกี่ยวพัน ใครจะอินกับยุคไหนก็ไม่มีใครว่า เพราะ ‘Life ‘s what you make it’ แค่นั้นเอง”

*

panlert พันเลิศ ศรีสร้อย | Graphic designer & founder เพจ อินดี้สมัยใหม่ (Indie 10’s)

อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?

“เทรนด์วงการเพลงปี 2012 น่าเบื่อมากๆ คือการทำเพลงแบบเซฟตัวเองของหลายๆ วงศิลปิน ไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุผลการตลาดหรืออะไรทั้งสิ้น ยิ่งถ้าพูดถึงวงการเพลงไทยทั้งเมนสตรีมและอินดี้ค่อนข้างชัดเจน การแต่งเนื้อเพลงในวงการเมนสตรีมแบบทัศนคติโลกสวยมากเกินไป เราไม่ได้ต้องการการมองโลกแบบเพลงดาร์กโคตร แต่เราต้องการการมองโลกแบบเข้าใจและรู้ทันมากกว่า ส่วนวงการอินดี้บ้านเรา ช่วงนี้น่าเบื่อมาก วงดนตรีดีๆ มีอยู่ แต่มันไม่หลากหลายเหมือนช่วงๆ หลายๆ ปีก่อนหน้า ที่มีวง Futon มีวงอพาร์ตเม้นต์คุณป้า วง Goose โผล่ขึ้นมา มันไร้ความสดที่สร้างความรู้สึกตื่นเต้นแบบที่วงต่างประเทศทำให้เรารู้สึก เราเชื่อว่าคนฟังหลายคนรอความใหม่และแบบนั้นอยู่”

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?

“เทียบเพลงยุคนี้กับยุค 80’s กับยุค 90’s ที่ถือเป็นยุคทองของดนตรีสมัยใหม่ ที่มีเอกลักษณ์ใน culture ชัดเจนมาก เราไม่ค่อยแปลกใจที่นักดนตรีในสมัยนี้จะทำเพลงได้รับอิทธิพลจากเพลงในยุคนั้นอย่างชัดเจน เพราะพวกเขาก็คือคนที่เสพย์และโตมากับการฟังเพลงในสมัยนั้น แต่เราก็คิดว่าดนตรีในแต่ล่ะทศวรรษค่อนข้างมีเอกลักษณ์ของมันอยู่แล้ว ไปตามสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น ปัญหาที่เรามองและอยากพูดถึงนอกจากนักดนตรีคือคนฟังเพลง ที่หลักๆ ควรเข้าใจและพัฒนาตัวเองให้ทันเพลงที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยมากกว่า เพราะทุกวันนี้การเลือกฟังเพลงมันง่ายกว่าสมัยก่อนด้วยสื่อที่มากขึ้น คนฟังเพลงที่เข้าใจรสนิยมตัวเองและมีหัวก้าวหน้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักดนตรีและวัฒนธรรมดนตรีในยุคปัจจุบันอยู่ได้”

แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?

“สิ่งที่อยากเห็นมากๆ ในซีนดนตรีปี 2013 คือความหลากหลาย ทั้งนักดนตรีและคนฟัง ปีนี้ดูจากลิสต์วงดนตรีที่จะออกอัลบั้มแล้วรู้สึกว่าสนุกแน่ๆ ทั้ง Yeah yeah yeahs, Arcade fire, Foals เป็นต้น เราไม่อยากเห็นคนฟังเพลงหยุดอยู่ที่ยุคเดิมๆ อย่างเดียว โอเค ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เราเชื่อว่าดนตรีดีๆ มันไม่ได้มีอยู่แค่ยุค 80’s 90’s แน่ๆ เราอยากเห็น culture การเอนจอยที่ทันยุคมากขึ้น แบบไม่ต้องมาได้ยินคนพูดว่า โหย อยากดู Franz Ferdinand จังเลย ทั้งๆ ที่ตอนวง Franz Ferdinand ดังและมาเมืองไทย คนฟังบางคนก็ไม่ได้ฟังเพลงวงนี้ ไปอยู่ที่ไหนไม่รู้ด้วยซ้ำ”

*

mirabellaเบลล์-วิชชุดา รติไพบูลย์, ครีเอทีฟรายการโทรทัศน์

อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?

“2012 ที่รู้สึกไม่ชอบที่สุด เป็นคำถามที่ยากมาก เพราะโดยส่วนตัวแล้วค่อนข้งเปิดกว้างกับแนวเพลง แต่ที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ น่าจะเป็นกระแสของแนวเพลง Dubstep หรือเพลงตื้ดๆ ที่ภาษาชาวบ้านอย่างเราเรียกกัน อาจจะเป็นเพราะดนตรีสังเคราะห์ที่มีเนื้อร้องและไม่มีเนื้อร้องบ้าง ทำให้เราซึ่งโตมากับเพลงพ็อที่ชอบแหกปากตะโกนร้องตามงงๆ กับแนวเพลงนี้ว่า-เอ๊ะ ท่อนฮุคอยู่ไหน จะเต้นตามสเตปไหนดี ซึ่งปี 2012 ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า Dubstep แทรกซึมไปอยู่ในหลายๆ เพลง รวมไปถึงวัฒนธรรมการไปปาร์ตี้ ที่ถ้าชั้นไปปาร์ตี้เพลงร็อคหรือเพลงพ็อพมันไม่เก๋  ไปเต้นเพลงหน่วงๆ หลอนๆ แบบ Dubstepสิ เก๋กว่า”

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?

“ยุคนี้มันเป็นยุคของดนตรีที่หลากหลาย ในหนึ่งเพลงเราจะเห็นว่ามีการเอาแนวดนตรีมาใส่ผสมกันอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด ศิลปินเยอะขึ้นมีให้เลือกหลายแนว   และอีกสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดในเพลงสมัยนี้คือการ featuring กันแบบบ้าคลั่ง ไม่ว่าจะเป็น เจ้าพ่อ  Featuring อย่าง Pitbull/Will.I.AM  หรือ Jay-Z มันเหมือนกับการเอาเพลงหลากหลายแนวมาอยู่รวมกัน  ซึ่งมันทำให้เพลงมันดูเหมือนกันหมดเลย บางทีเรายังตกใจว่า อ้าวเพลงนี้ของคนนี้หรอ นึกว่าของ Pitbull ซะอีก ต่างจากสมัยยุค 80-90  แนวเพลงหรือแม้กระทั่งตัวศิลปินค่อนข้างชัดเจน เรารู้ว่าเสียงแบบนี้ คือมาดอนน่า เพลงแนวนี้คือ Oasis”

แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?

“อยากเห็นอะไรที่ชัดเจนทั้งตัวเพลงและศิลปิน  อย่างที่ประทับใจมากที่สุดเมื่อปีที่แล้ว ก็คงจะเป็นเพลงและสไตล์ของ  Lana Del Rey ที่มีความละเมียดละไมตั้งแต่เพลง ทำนอง การร้อง ชื่อเพลง ลุคของศิลปิน และมิวสิควิดิโอแต่ละตัวที่มันดูเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้ามีแบบนี้เยอะๆ วงการเพลงในปี 2013 น่าจะเป็นปีที่สนุกเลยทีเดียว”

*

dave_milligan Dave Milligan | Managing Director – Champion Sound

อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?

“ก็คือการที่คนอเมริกันส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาเป็นคนให้กำเนิดเพลงแด๊นซ์ แล้วจำเพาะเจาะจงเรียกด้วยตัวย่อว่า ‘EDM’ –  Electronic Dance Music ทั้งๆ ที่เรียกว่า Entry-level Dance Music น่าจะเหมาะกว่านะ มันก็เหมือนกับเป็นแฟชั่นนั่นแหละ เดี๋ยวมันก็ดับเร็วเหมือนตอนที่ดังขึ้นมา–เหมือนกับตุ๊กตาบีนนี่เบบี้ย์ยังไงยังงั้น”

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?

“นี่คือยุคตกต่ำที่สุดของเพลงพ็อพเลย รวมทั้งเพลงพ็อพแด๊นซ์/อิเล็คโทรนิค เพลงที่ผมได้ยินตามวิทยุหรือโทรทัศน์มีอยู่น้อยมากจริงๆ ที่ไม่ได้เป็นเพลงขยะห่วยโคตรๆ แต่ถ้านอกเหนือจากเพลงพ็อพ เพลงแด๊นซ์/อิเล็คโทรนิคมาถึงจุดที่แข็งที่สุด มีอยู่ช่วงนึงหลายปีที่แล้วที่เพลงฟังดูเหมือนการสังเคราะห์มากเกินไป ซึ่งเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีมันเติบโตเร็วมาก แต่ตอนนี้อารมร์กรู๊ฟและความอบอุ่นอ่อนโยนได้กลับเข้ามาในเพลงเต้นรำครั้งใหญ่เลยทีเดียว”

แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?

“การที่เพลงอิเล็คโทรนิคดีๆ มีคุณภาพจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วงปี-สองปีที่ผ่านมามีศิลปินอย่าง Maceo Plex, Julio Bashmore, Miguel Campbell, Wolf & Lamb, Pillow Talk, Maya Jane Coles และอีกหลายคนที่มีอยู่ๆ ก็ดังมาก ดูเหมือนว่าปี 2013 นี้มันจะยิ่งใหญ่กว่านั้นและดีกว่านั้น”

*

sirikarn_somnukสิริกาญจน์ สมนึก | Product Manager – วอร์นเนอร์มิวสิค

อะไรคือเทรนด์ในวงการเพลงในปี 2012 ที่คุณไม่ชอบที่สุด เพราะอะไร?

“featuring เหตุผล – หรือเพราะฉันเป็นคนหัวโบราณก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่จำได้ ตั้งแต่นมยังเล็กเท่าเห็บเหา การมีเพลงที่ศิลปินต่างภพต่างสมัย ต่างแนวทาง หรือต่างค่ายมาร่วมทำด้วยกันแล้วขึ้นป้าย Misty featuring Miss Hell เยี่ยงนี้ มันช่างน่าตื่นเต้น เร้าใจ กระหายในอารมณ์ อยากจะฟังเสียบัดนั้น บางเพลงทำเอานอนไม่หลับตั้งแต่ทราบข่าว หากเดี๋ยวนี้… ยุคสมัยนี้… หนักหนามาสักพักและยังดาษดื่นต่อไปในปี 2012 การ featuring กลายเป็นของน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ ไม่น่าติดตาม ฟังกันแล้วก็จบไปเหมือนตด ทั้งยังถูกจับมาทำเป็นการตลาดประเภทมองคนซื้อเป็นลูกไก่ในกำมือ หลอกฟันเงินกันง่ายๆ และอีกหลายครั้งที่เห็นข่าวปุ๊บถึงกับตบเข่าฉาดปั๊บ พร้อมบ่นอัตโนมัติ “เดี๋ยวมันก็ไป featuring กลับ” เนื่องจากหวังผลประโยชน์ซึ่งกันและกันที่ต่างก็ออกอัลบั้มใหม่ โดยตัวเพลงที่ออกมาไม่ได้มีคุณภาพหรือได้รับการผลิตอย่างพิถีพิถัน บางเพลงถึงขั้นทุเรศทุรัง — ความศักดิ์สิทธิ์และความงามของการ featuring อยู่ที่ไหน อารมณ์บรรเจิดในการรอคอยและระหว่างฟังเพลง featuring ของฉันอีกล่ะ เอา featuring แบบน่าศรัทธาของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้นะยะ กรี๊ดดดดด!”

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์แนวเพลงในขณะนี้เทียบกับยุค 80-90?

“คำถามหล่อนชี้นำนะยะ ชี้โพรงให้แฟนๆ ผู้เป็นกระรอกรุมจิกฉันได้ง่ายดายหากเพียงตกหลุมพรางตอบคำถามนี้ไปอย่างโง่ๆ แต่ฉันคงต้องยอมฆ่าตัวตาย เพราะจะให้โกหกคงทำไม่ได้

“ต้องยอมรับก่อนว่าเราอยู่ในยุคสมัยที่แตกต่างกว่าเมื่อก่อน 80-90 เป็นยุครุ่งเรืองของดนตรี (โดยเฉพาะ 90) เราได้ฟังดนตรีทุกรูปแบบ และด้วยความหลากหลายนั้น ทำให้เรามองเห็นทางเลือกได้ง่ายขึ้น เพลงทุกประเภทถูกขุดขึ้นมาพูดถึง อยากฟังอะไรก็หาฟังได้ง่าย ดนตรีเป็นใหญ่ และเป็นสินค้าที่ผู้คนอยากจับจ่ายใช้สอย แต่ทุกวันนี้ ดนตรีจางหายไปจากตลาดใหญ่ กลายเป็นสินค้าเฉพาะความชอบส่วนบุคคลเหมือนที่เคยเป็นมาก่อนหน้านั้น และเราอยู่ในยุคทุนนิยมเต็มตัว อันเป็นยุคแห่งการแข่งขัน ยุคที่เน้นความเร็ว เน้นความล้ำ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี และหลายครั้ง เน้นรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าศิลปะและคุณภาพ คนเองก็เหมือนจะผันตามสิ่งเหล่านั้นไปด้วย เราไม่พูดว่าเพลงผันตามคนหรือคนผันตามระบบ แต่หลายๆ อย่างมีส่วนผลักให้เพลงที่อยู่ในกระแสหลักสมัยนี้ห่างหายจากความละเมียดละไมและความคิดสร้างสรรค์ มันอาจจะน่าตื่นเต้นในตอนแรกที่เห็นภาพเห็นการโปรโมท แต่หลังจากนั้นก็จบกัน

“ของอย่างนี้เป็นลางเนื้อชอบลางยา หรือเว้าตามภาษาฝรั่งก็ beauty is in the eye of the beholder ฉันเองก็เห็นว่ามันก็เป็นไปตามยุคสมัย ใครชอบแบบไหนก็ชอบกันไปเถอะ เพียงแต่ฉันไม่ได้ชอบแบบนี้ และมีความสุขกับการนั่งขุดคุ้ยหาเพลงแบบที่ฉันประทับใจ แม้ว่ามันจะเหนื่อยกว่าแต่ก่อนก็ตาม — อย่างน้อยขอให้ทุกคนฟังเพลงแล้วหาอะไรดีๆ จากมัน อย่าโดนกลืนไปกับระบบก็แล้วกัน”

แนวโน้มเทรนด์แนวเพลงแห่งปี 2013 ที่คุณอยากเห็นคือ?

“อยากให้มีเพลงที่หลากหลายขึ้น แต่ก็คงไม่ได้ทำกันง่ายๆ เพราะเทรนด์โลกยังเป็นแบบนี้อยู่ แต่ก็ยังมีเรื่องให้ดีใจนะ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ชอบฟังเพลงที่ไม่ใช่กระแสโลก เพราะมีคนจัดคอนเสิร์ตให้ดูบ่อยๆ วงเล็กวงน้อยก็ได้ดู อาจจะเป็นวงที่ชอบส่วนตัวบ้างไม่ชอบบ้าง แต่ก็ดีที่มีให้ดู และคิดว่าปีนี้คงได้ดูเพิ่มอีก ในส่วนทั่วๆ ไป อยากให้คนฟังเพลงมากขึ้นและซื้อเพลงมากขึ้น ดาวน์โหลดผีเราไม่ว่ากัน แต่อันไหนฟังแล้วชอบจริงจัง ถ้าไม่ได้มีปัญหาทางทรัพย์ ซื้อเถอะ จะซื้อแบบซอฟท์ไฟล์หรือแบบแผ่น ซื้อเถอะ ถ้าคุณประกาศว่าเป็นแฟนหรือชอบ มันเป็นสิ่งเดียวที่พิสูจน์ได้ว่าคุณคือคนที่รักเพลงนั้นๆ อัลบั้มนั้นๆ ศิลปินคนนั้นกลุ่มนั้น นึกถึงเวลาคุณรักใครสักคน คุณก็อยากทำอะไรดีๆ ให้เขา อยากดูแล ใส่ใจ ดนตรีก็เหมือนกัน ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นคนฟังเพลง ฉันก็เห็นอย่าง ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นสื่อมวลชน ฉันก็เห็นอย่าง ตอนนี้ฉันเป็นคนขาย ฉันก็เห็นอย่าง เชื่อเถอะว่า ภาพที่หรูหราศิลปินคนดังคับฟ้า ยอดขายมันไม่ฟู่ฟ่านักหรอก ถ้าไม่เปรี้ยงปร้างจริง ศิลปินที่คุณรักก็หืดขึ้นคอในหลายประเทศเหมือนกัน และบางครั้งก็รวมถึงประเทศไทย ทำให้บรรดาฝ่ายการตลาดทั้งหลายต้องอายม้วนไปทั่วทวีปเลยทีเดียว”

*

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

©2009-2016 POPpaganda.net | Powered by WordPress | Developed by felizt